หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“ตึก สตง.” “สีคิ้ว” “พระราม 2”

“ตึก สตง.” “สีคิ้ว” “พระราม 2”

เผยแพร่

spot_img

โครงสร้างรัฐกับ….โศกนาฏกรรมซ้ำซาก !

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กรณีอาคารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมาทั้งหลังภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งสร้างความสูญเสียชีวิตและความเสียหายระดับหลายพันล้านบาท ทั้งที่อาคารอื่นในกรุงเทพฯ จำนวนมากกลับไม่ได้รับความเสียหายในระดับเดียวกัน เหตุเครนถล่มทับขบวนรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ไปจนถึงอุบัติเหตุซ้ำซากบนถนนพระราม 2 ที่คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้แม้เกิดต่างสถานที่ ต่างเวลา แต่กำลังสะท้อนปัญหาร่วมกันที่ลึกกว่าคำว่า “อุบัติเหตุ” และกำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของสังคมต่อความปลอดภัยสาธารณะของประเทศอย่างต่อเนื่อง

                            กรณีตึก สตง. ถล่มลงมาทั้งหลัง เป็นเหตุที่สะเทือนสังคมอย่างรุนแรง เพราะเป็นโครงการของหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณสูงสุดของประเทศ มีผู้เสียชีวิตจริง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหลายพันล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐไม่เคยเปิดเผยรายงานทางวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์ต่อสาธารณะว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ระหว่างการออกแบบ การตรวจแบบ การก่อสร้าง หรือการควบคุมงาน ทำให้เหตุการณ์ระดับชาติถูกปิดฉากลงด้วยคำอธิบายเชิงกว้างที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่น

                            ความคลุมเครือนี้ยิ่งขยายตัวเมื่อประชาชนตั้งคำถามว่า เหตุใดในช่วงแผ่นดินไหวที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ อาคารจำนวนมากยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่อาคาร สตง. กลับถล่มลงมา ในทางวิศวกรรม ความเสียหายจากแผ่นดินไหวไม่ควรเกิดขึ้นอย่างเลือกเป้าหมาย หากโครงสร้างได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐาน การที่รัฐไม่อธิบายจุดอ่อนของอาคารอย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ข้อสงสัยนี้ยังคงอยู่ และบ่อนทำลายความไว้วางใจต่อมาตรฐานโครงการรัฐโดยรวม

                            เหตุเครนถล่มทับขบวนรถไฟที่สีคิ้วสะท้อนปัญหาเดียวกัน คือการดำเนินโครงการก่อสร้างใกล้โครงสร้างคมนาคมหลักโดยมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตประชาชน หลังเหตุการณ์ รัฐเน้นการเยียวยาและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ไม่เคยชี้แจงต่อสาธารณะว่า มาตรการป้องกันลักษณะนี้จะถูกยกระดับอย่างไร เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่อื่น

                               ขณะที่ถนนพระราม 2 กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ปลอดภัยสาธารณะ จากอุบัติเหตุแผ่นคอนกรีตและเครนก่อสร้างที่เกิดซ้ำตลอดหลายปี มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้สร้าง “ภาพจำเชิงลบ” ว่าประเทศไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยในโครงการรัฐได้ แม้ปัญหาจะเกิดซ้ำในรูปแบบเดิม แต่รัฐก็ยังไม่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่า ความผิดพลาดเกิดจากคน เครื่องจักร หรือระบบการกำกับดูแลที่บกพร่อง

                             เมื่อพิจารณาทั้งสามเหตุการณ์ร่วมกัน ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ การใช้เครื่องจักร และการบริหารโครงการที่ขาดความรับผิดชอบเชิงระบบ รัฐจำเป็นต้องจัดการอย่างเร่งด่วนในสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือการดำเนินการเด็ดขาดกับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหาย และการเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใส อีกด้านคือการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลเชิงเทคนิค การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้ 

                            เมื่อแรงกดดันจากสังคมทวีความรุนแรง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้กระทรวงคมนาคม ยกเลิกสัญญาผู้รับเหมารายเดิมทั้งสองสัญญา ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างซึ่งตกอยู่ในข้อครหา นับเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรม ว่ารัฐไม่อาจเพิกเฉยต่อคำถามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบเชิงระบบได้อีกต่อไป การตัดสินใจดังกล่าว แม้จะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่สะท้อนว่าปัญหานี้ได้ลุกลามจากระดับ “อุบัติเหตุ” ไปสู่ระดับ “ความล้มเหลวเชิงนโยบาย” แล้ว

                            อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสัญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงเทคนิคและกระบวนการตัดสินใจที่นำไปสู่การคัดเลือกผู้รับเหมาในอดีต รวมถึงบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง เพราะคำถามสำคัญของสังคมไม่ใช่เพียงว่า “ใครต้องออกไป” แต่คือ “ระบบใดที่ปล่อยให้ความเสี่ยงเช่นนี้เกิดซ้ำได้” หากไม่มีคำอธิบายที่ตรงไปตรงมา การตัดสินใจวันนี้อาจถูกมองเป็นเพียงการตัดไฟแต่ต้นลมทางการเมือง มากกว่าการปฏิรูปความปลอดภัยสาธารณะอย่างแท้จริง

                          ในท้ายที่สุด หากรัฐบาลไม่ใช้โอกาสนี้ในการรื้อทั้งระบบการจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมงาน และการตรวจสอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ความสูญเสียจะไม่หยุดอยู่แค่ชีวิตประชาชน แต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นต้นทุนที่แพงกว่างบก่อสร้างใด ๆ ทั้งสิ้น

                            หากรัฐยังปล่อยให้ความเงียบดำรงอยู่ต่อไป ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่ชีวิตคน แต่จะลุกลามไปถึงความน่าเชื่อถือของประเทศทั้งระบบ

2569-01-17“ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ พลิกโฉมสวัสดิการไทย…หรือเพิ่มภาระรัฐระยะยาว ?

ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

โต๊ะเจรจาใต้เงาปืน-ถอดรหัสไฟใต้ “ซีซั่นใหม่ !“

ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการลงพื้นที่ของรัฐบาล ไม่เพียงสะเทือนบรรยากาศของการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า ยุทธศาสตร์รัฐกำลังเดินไปพร้อมกันทั้งสองด้านจริงหรือไม่ เ

ข่าวอื่นๆ

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ พลิกโฉมสวัสดิการไทย…หรือเพิ่มภาระรัฐระยะยาว ?

ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว