วันศุกร์, มีนาคม 13, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT รัฐบาลภูมิใจไทยส่งโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง

 รัฐบาลภูมิใจไทยส่งโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง

เผยแพร่

spot_img

หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีด้วยเงิน 66,400 ล้านบาท แม้แบงก์ชาติเตือนว่า ผลลัพธ์ต่อจีดีพีไม่ถึง 0.4% แต่ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนและร้านค้าขนาดเล็กได้ “เฮียใจดี แจกเงิน” กันอีกครั้ง

 โครงการ คนละครึ่ง เคยเริ่มในสมัย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อตอบโต้ผลกระทบจากโควิด-19 และกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ โดยแบ่งเงินให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งประชาชนจ่ายเอง ผลปรากฏว่าร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบต่อจีดีพีโดยรวมถือว่าเล็ก โดยรัฐบาลภูมิใจไทยนำกลับมาในชื่อ คนละครึ่งพลัส ปี 2568 ด้วยกลุ่มผู้มีรายได้ในระบบภาษี 9 ล้านคน, กลุ่มทั่วไป 11 ล้านคน และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

                             ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าในโครงการเดิม การใช้จ่ายภายในประเทศกระตุ้นจีดีพีได้เล็กน้อย เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นการโอนให้ประชาชนใช้จ่ายรายวันและไม่ได้สร้างงานถาวร รวมถึงมีส่วนรั่วไหลออกนอกประเทศผ่านสินค้านำเข้า ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า แม้คนละครึ่งจะช่วยร้านค้ารายย่อยและกระตุ้นการจับจ่ายชั่วคราว แต่ผลต่อเศรษฐกิจรวมไม่เด่น

                               โครงการนี้มีทั้ง ผู้สนับสนุนและผู้วิจารณ์ ฝ่ายสนับสนุนมองว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นรายได้ร้านค้ารายย่อย ฝ่ายวิจารณ์เตือนว่าเป็น เครื่องมือสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้ง และการใช้เงินเต็มวงเงินอาจส่งผลต่อฐานะการคลังในระยะยาว หากนำมาใช้โดยไม่วางมาตรการรองรับ

                                แม้ผลต่อจีดีพีจะน้อย แต่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นเหมือน ยาแรงชั่วคราว ให้ประชาชนและร้านค้าได้ยิ้มระหว่างปลายปี ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ภาพลักษณ์ว่าใส่ใจประชาชน เหมือนแจกของขวัญช่วงเทศกาล แต่เศรษฐกิจจริงๆ ต้องการมาตรการสร้างงานและความยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินชั่วคราว

ข่าวล่าสุด

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคำว่า “อาชญากรรมสงคราม”

ยืนยันสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่ทำลายโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ในช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

คดีของ Jeffrey Epstein คืออะไรและเกี่ยวอะไรกับประธานาธิบดี Donald Trump หรือไม่?

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมมากกว่า 3 ล้านหน้าในวันนั้น เพื่อตอบสนองต่อกฎหมาย Epstein Files Transparency Act

จีนได้ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจาก โดนัลด์ ทรัมป์

ในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่  ปักกิ่งได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการต่อสู,ต้องการมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงและการทูต การตอบสนองนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจีนในการหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทั่วโลกสูงอยู่แล้ว  เจ้าหน้าที่จีนได้เน้นย้ำว่าลำดับความสำคัญของพวกเขาคือการป้องกันการเพิ่มขึ้นของความตึงเครียดและการปกป้องเส้นทางการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  พวกเขายังย้ำว่าการเลือกข้างในความขัดแย้งครั้งใหญ่จะไม่สนับสนุนความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค ตำแหน่งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของจีนในการรักษาระยะห่างจากการมีส่วนร่วมทางทหารโดยตรงในขณะที่ยังคงมีอิทธิพลต่อกิจการระดับโลกผ่านการทูตและอำนาจทางเศรษฐกิจ  การปฏิเสธนี้เน้นให้เห็นว่าชาติใหญ่ในโลกกำลังเลือกบทบาทของตนอย่างระมัดระวังเมื่อความขัดแย้งขยายตัว การตัดสินใจของจีนส่งสัญญาณว่าต้องการหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกที่ลึกซึ้งและแทนที่จะผลักดันให้เกิดการลดความตึงเครียด  ขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนา ผู้นำระดับโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าท่าทีของจีนจะมีผลต่อความพยายามทางการทูตในอนาคตอย่างไร

ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรน

เราได้ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรนและโอมาน และทำให้มัน เสียหายบางส่วน เราได้ยิงเครื่องบินอเมริกัน 10 ลำใน คูเวต

ข่าวอื่นๆ

ล้งมะพร้าวเขย่าระบบเกษตรไทย  มะพร้าวราคาดิ่ง …!

คดีล้งมะพร้าวราชบุรีเผยโครงสร้างการค้าผลผลิตที่อาจถูกครอบงำโดยทุนต่างชาติ ขณะที่หลายหน่วยงานรัฐถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้ธุรกิจลักษณะนี้เติบโตมานาน

มติ ครม.รับมือสงครามน้ำมันโลก

4 แรงกระแทกจากสงคราม สหรัฐอเมริกากับอิสราเอล ปะทะ อิหร่าน กระทบพลังงาน การส่งออก แรงงาน และความปลอดภัยของ ประเทศไทย

”ทองคำ“ เหนือจรวด… พุ่งไม่หยุด

ราคาทะยานขึ้น-สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลก ! ท่ามกลางความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนของตลาดการเงิน                             การปรับขึ้นของทองคำกลายเป็นสัญญาณเตือนใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนความไม่แน่นอนมากกว่าความมั่งคั่ง                            ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นแตะระดับใกล้ 80,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์                            นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของทองคำในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป                           ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ   “ทองคำ” ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์“ปลอดภัย” หรือหลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง...