หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“เบื้องหลัง”  โพล กกร.  เมื่อ “ความกลัว” สะท้อนภาพจริงในระบบราชการไทย

“เบื้องหลัง”  โพล กกร.  เมื่อ “ความกลัว” สะท้อนภาพจริงในระบบราชการไทย

เผยแพร่

spot_img

ส่อง 4 กลุ่มโครงสร้างความเสี่ยงทางธุรกิจ กับสภาวะเปราะบางที่เพดานบินสากลเฝ้ามอง

                          ท่ามกลางข้อถกเถียงและปฏิกิริยาปฏิเสธจากหน่วยงานราชการ ภายหลังการเปิดเผยผลสำรวจความเห็น “Zero Corruption” โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นั้น หากสกัดเอาอารมณ์ทางการเมืองออกไป แล้วมองผ่านเลนส์ความจริง  จะพบรหัสลับสำคัญที่ภาคเศรษฐกิจกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจัง

                        ความน่าสนใจของโพลฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่การชี้เป้าพฤติกรรมระดับบุคคล ทว่าคือการเปิดเผย “สภาวะความกลัวต่อความเสียหายทางธุรกิจ” ของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความกังวลในขั้นตอนหลังการลงทุนเปิดดำเนินกิจการอันเกิดจากดุลพินิจในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเมื่อนำรายชื่อหน่วยงานที่ภาคเอกชนสะท้อนความห่วงใยมาจำแนกเชิงระบบ จะสามารถแยกแยะออกเป็น 4 กลุ่มโครงสร้างความเสี่ยงหลักที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของภาคธุรกิจได้อย่างคมคาย

                           รหัสลับกลุ่มแรกที่สร้างความกังวลใจให้ภาคเอกชนสูงสุด คือกลุ่มที่ชี้ชะตา “สายป่านและสภาพคล่องทางเงินสด” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานด้านรายได้และภาษีของประเทศอย่าง กรมสรรพากร และ กรมสรรพสามิต ในโลกของการแข่งขัน ยอดขายที่เติบโตอาจไม่มีความหมายเลยหากระบบบัญชีหรือการตีความพิกัดอัตราภาษีที่มีความซับซ้อนเกิดข้อผิดพลาดไม่สอดคล้องกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการหวาดกลัวที่สุดคือการถูกเรียกตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลัง ซึ่งมักมาพร้อมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ทวีคูณจนสามารถกลืนกินผลกำไรที่สะสมมาหลายปี หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกระงับธุรกรรมทางการเงินจนทำให้กระแสเงินสดหยุดชะงักและส่งผลให้ธุรกิจล่มสลายได้ในชั่วข้ามคืน

                            รหัสเปราะบางกลุ่มที่สอง ดำเนินไปบนความเสี่ยงด้าน “ห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์” โดยมีหน่วยงานควบคุมมาตรฐานและเส้นทางคมนาคมขนส่งอย่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมเจ้าท่า เป็นกลไกหลัก ธุรกิจในยุคปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความเร็วและระบบบริหารคลังสินค้าแบบพอดีเวลา  ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันในขั้นตอนตรวจปล่อยมาตรฐานสินค้าอุปโภคบริโภค หรือการตรวจสอบความถูกต้องของท่าเทียบเรือขนส่งริมน้ำ ย่อมส่งผลให้สินค้าเน่าเสียหรือติดขัด ณ ด่านตรวจ จนไม่สามารถส่งมอบให้คู่ค้าได้ตามกำหนด มูลค่าความเสียหายจึงไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือการถูกปรับย้ายและการสูญเสียความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกซึ่งเป็นสิ่งเรารู้ดีว่ากู้คืนยากที่สุด

                          ขณะเดียวกัน ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการรับเหมาก่อสร้างบิ๊กโปรเจกต์ ต่างต้องเผชิญกับรหัสความกลัวในกลุ่ม “โครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนที่ดิน” ซึ่งมีกรมทางหลวงและกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ดูแลกฎระเบียบ เนื่องจากโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือคอนโดมิเนียมหรูล้วนแบกรับต้นทุนคงที่และดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงินเป็นรายวัน หากพิมพ์เขียวอาคารสูงถูกตีความว่าขัดต่อข้อกฎหมายควบคุมอาคารที่มีความคลุมเครือ หรือแนวถนนเชื่อมทางหลวงหลักไม่ได้รับการอนุมัติ โครงการมูลค่าพันล้านจะแปรสภาพเป็น “สินทรัพย์แช่แข็ง” ทันที ความล่าช้าในขั้นตอนเหล่านี้จึงเป็นฝันร้ายที่ผู้ประกอบการยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงสภาวะขาดทุนมหาศาลก่อนที่โครงการจะเปิดตัวด้วยซ้ำ

                               ส่วนรหัสลับกลุ่มที่สี่คือกลุ่ม “ชี้เป็นชี้ตายใบอนุญาตหลังเปิดกิจการ”  ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น เป็นผู้ถือดุลพินิจตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียน แม้บางหน่วยงานจะจำกัดบทบาทตนเองว่าเป็นเพียงผู้ให้ความเห็นทางวิชาการและไม่ได้เป็นผู้ออกใบอนุญาตจัดตั้ง แต่ในมุมกลับกัน “อำนาจในการสุ่มตรวจและสั่งระงับการเดินเครื่องจักรชั่วคราว” ต่างหากคือเครื่องมือชี้ชะตาโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยว  เพราะโรงงานที่หยุดผลิตแม้เพียงวันเดียว แต่ค่าแรงและค่าเสื่อมยังคงเดินอยู่ ยิ่งหากเรื่องราวบานปลายเข้าสู่กระบวนการสู้คดีความที่ยาวนาน ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของหุ้นส่วนและผู้ถือหุ้นจนยากจะเยียวยา

                                เมื่อถอดรหัสความกลัวทั้ง 4 กลุ่มโครงสร้างออกมาอย่างเป็นธรรม จะเห็นภาพสะท้อนทันทีว่า ดัชนีความกังวลที่ปรากฏในโพลของ กกร. ไม่ใช่เรื่องของการรื้อค้นเพื่อโจมตีตัวบุคคล    แต่กำลังชี้ให้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อ “โครงสร้างระบบราชการที่มอบอำนาจในการใช้ดุลพินิจชี้ขาด ให้แก่เจ้าหน้าที่หน้างานมากเกินไป” จนแปรเปลี่ยนเป็นความเปราะบางที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ความเป็นจริงเชิงระบบข้อนี้เองที่เป็นเพดานบินสำคัญขวางกั้นประเทศไทยอยู่ เพราะกรอบการประเมินเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในระดับสากล ไม่ได้มองเพียงแค่รายงานนโยบายที่สวยหรูบนแผ่นกระดาษ แต่เขามองลึกลงไปถึงความโปร่งใสของกฎหมายที่ไม่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจตามใจชอบ

                             จากแรงสั่นสะเทือนของโพลเอกชนในครั้งนี้ จึงให้บทเรียนแก่ผู้บริหารนโยบายของประเทศว่า ความพยายามขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สโมสรประเทศพัฒนาแล้วอย่าง OECD นั้น ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการเดินสายเซ็นสัญญาหรือแก้ข่าวรายวันในต่างแดน ตราบใดที่กลไกการบังคับใช้กฎหมายภายในบ้านยังสร้างสภาวะความหวาดกลัวให้แก่ผู้ประกอบการจนต้องแสวงหาหลักประกันความราบรื่นนอกระบบ ประเทศไทยอาจแต่งตัวอย่างสง่างามบนเวทีโลก

2569-05-22  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก