วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

ไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

เผยแพร่

spot_img

ปม “นับคะแนน” กับความโปร่งใส  เมื่อ กกต. เผชิญโจทย์ท้าทายศรัทธาสาธารณะ  ส่องวัฒนธรรมบริหารผ่านมิติกฎหมาย  จาก “บัลลังก์วินิจฉัย” สู่บทบาทผู้ควบคุมสนามจริง

                               ข้อพิรุธในกระบวนการ “นับคะแนน” หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมจากชลบุรีลามสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งและการจัดการหีบบัตรที่ส่อแววไม่โปร่งใส นำมาสู่การเรียกร้องให้ กกต. สั่งนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ ขณะที่สปอร์ตไลท์ดวงใหญ่กำลังจับจ้องไปที่กรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งยังคงใช้การบริหารแบบตั้งรับในห้องประชุม แทนการลงพื้นที่คลี่คลายวิกฤตศรัทธาหน้างานด้วยตนเอง

                             “ความโปร่งใสที่พิสูจน์ได้ทันที คือหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” เมื่อข้อสงสัยในการนับคะแนนไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ความเชื่อมั่นที่ควรเป็นรากฐานของการเลือกตั้งจึงถูกสั่นคลอนด้วยระเบียบขั้นตอนที่ดูห่างเหินจากความจริงในคูหา

วัฒนธรรม “พิจารณา” ท่ามกลางวิกฤตหน้างาน

                             สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นตามลำดับ เมื่อเกิดข้อพิรุธในกระบวนการนับคะแนนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และหลายเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประชาชนและพรรคการเมืองระบุถึงความผิดปกติทางกายภาพ เช่น ระบบไฟฟ้าขัดข้องเฉพาะจุด และความไม่เรียบร้อยของหีบบรรจุบัตรเลือกตั้ง นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 18 เขตเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาผลคะแนน แต่คือการทดสอบมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระภายใต้แรงกดดันจากมวลชนที่ต้องการคำตอบในทันที

                               หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้งเคยสร้างบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาทำนองนี้มาแล้ว โดยครั้งนั้น กกต. มีมติสั่งให้มีการ นับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง ครอบคลุม 16 จังหวัด หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปไม่ตรงกัน หรือที่เรียกกันว่า “บัตรเขย่ง” รวมถึงความคลาดเคลื่อนในการขีดคะแนน กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายและระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 มาตรา 124 ให้อำนาจไว้อย่างเต็มเปี่ยมในการสั่งนับคะแนนใหม่ทันทีหากพบเหตุอันควรสงสัยว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

                                อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างที่น่ากังวลในครั้งนี้คือ “ปฏิกิริยาของฝ่ายนโยบาย” แม้ว่าในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา เลขาธิการและรองเลขาธิการ กกต. จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ชี้แจงและเข้าตรวจสอบในเบื้องต้นเพื่อระงับเหตุ แต่กลับไม่สามารถลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชนลงได้ เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะคือการปล่อยให้ฝ่ายธุรการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงบทบาทของกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งควรแสดงภาวะผู้นำในการลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลฝ่ายที่ตนรับผิดชอบโดยตรง ตามที่กำหนดในระเบียบและมติ กกต. เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่กรรมการจะลงไปตรวจสอบ สอบทาน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และประชุมกรรมการ ฯ ตลอดทั้งไปกำกับการนับคะแนนใหม่ด้วยตนเองเพื่อรับประกันความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงรอรับฟังรายงานจากส่วนภูมิภาคเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพียงอย่างเดียว

                               ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ “สไตล์การทำงาน” ของคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิหลังมาจากสายตุลาการและข้าราชการระดับสูงที่มีสถิติการทำงานในระบบลำดับชั้นและยึดติดวัฒนธรรมการพิจารณาอรรถคดีและข้อราชการในห้องพิจารณา,ห้องประชุม ซึ่งเน้นการรอพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตามขั้นตอนก่อนจะมีการวินิจฉัยในนามคณะบุคคล 

                             แม้แนวทางดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักกฎหมายและระเบียบที่ระบุว่าการตัดสินใจใดๆ ของ กกต. ต้องกระทำในรูปแบบองค์คณะ แต่วัฒนธรรมการทำงานแบบตั้งรับที่ตรงกันข้ามกับ กกต.ชุดก่อนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่กับการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นงานบริหารวิกฤตภาคสนามที่ต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนต่อหน้าประชาชน

                            การที่ กกต. เลือกที่จะรอรายงานเหตุการณ์ประจำหน่วย (สส. 5/6) ตามขั้นตอนธุรการ แทนการใช้อำนาจการกำกับดูแลเชิงรุก จึงถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับระเบียบ“ขั้นตอน” มากกว่า “ความยุติธรรมที่ปรากฏ” ต่อหน้า

                             การลงพื้นที่ของผู้คุมกฎในพื้นที่ขัดแย้งย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและลดความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยหรือเฉยเมยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งเป็นดาบสองคมที่องค์กรอิสระต้องพึงระวังในยามที่ศรัทธาสาธารณะอยู่ในภาวะเปราะบาง ดังเช่นบทเรียนปี 2566 ที่ความรวดเร็วในการสั่งนับใหม่ 47 หน่วย ช่วยสยบข่าวลือและรักษาความสงบเรียบร้อยของการเลือกตั้งไว้ได้

                           บทสรุปของวิกฤตศรัทธาครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่การนับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือการทบทวนบทบาทของ กกต. ว่าจะยังคงยึดถือวัฒนธรรมองค์กรการทำงานแบบ “ผู้พิจารณา” ที่นั่งรอรายงานอยู่เบื้องหลังเท่านั้น หรือจะปรับตัวสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ” ที่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาในสนามเลือกตั้งจริง เพราะในวันที่เทคโนโลยีและพลังมวลชนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ทุกวินาที ความยุติธรรมที่ล่าช้าและการยึดติดกับลำดับชั้นการบริหารที่ห่างเหินประชาชน อาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในฐานะรอยด่างพร้อยของระบอบประชาธิปไตย

                             ในห้วงเวลาที่วิกฤตศรัทธากำลังสั่นคลอนหัวใจของการปกครอง การปฏิบัติหน้าที่ตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากจิตวิญญาณแห่งความรับผิดชอบต่อหน้าประชาชน การเลือกที่จะรอพิจารณาเพียงรายงานบนโต๊ะทำงาน ในขณะที่สนามเลือกตั้งกำลังจะลุกเป็นไฟด้วยความเคลือบแคลง อาจกลายเป็นเส้นขนานที่ทำให้ กกต. ห่างเหินจากความไว้วางใจของสังคม และไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ หากผลของการ “รอคอย” นั้นนำมาซึ่งความเสียหายต่อความยุติธรรมที่ไม่อาจเรียกคืน

ข่าวล่าสุด

ความตายที่ทรมานที่สุดในมหาสมุทร

ความจริงคือมันไม่ใช่เรื่องของ การกิน ครับ แต่มันคือเรื่องของ วิธีการ ที่โหดร้ายจนคุณอาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า ในโลกที่เจริญแล้ว ยังมีวิธีการฆ่าสัตว์ที่เลือดเย็นขนาดนี้เหลืออยู่อีกเหรอ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

เจเร็ด คุชเนอร์:คนที่ทำให้ตะวันออกกลางน่ากลัวขึ้นในคืนนี้

The Guardian รายงานว่า Kushner กำลังช่วยเจรจาดีลในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็เดินหน้าหาเงินเพิ่มอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ให้กองทุน Affinity Partners ของตัวเอง

“คนที่สู้ชีวิตอยู่ในไทยมาทั้งชีวิต เสียภาษีทุกเดือน ได้เบี้ยเท่ากันกับคนที่เพิ่งกลับมา”

การมีส่วนร่วมกับระบบ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่ได้ผุดขึ้นมาเอง มันมาจากภาษีของคนที่ทำงาน จ่าย VAT จ่ายภาษีเงินได้ และร่วมสร้างเศรษฐกิจไทยมาตลอด

ข่าวอื่นๆ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม

อย่าปล่อย ..“คนแก่ 14 ล้าน”  ในกรงขังดิจิทัล

“วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ข้อมูลระบุชัดว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประเทศ