หน้าแรกINSIDE - INSIGHTไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

ไฟโหม…ให้นับคะแนนใหม่ เพิ่มมากขึ้น  ขณะ กรรมการ กกต. นั่งรอในห้องประชุม

เผยแพร่

spot_img

ปม “นับคะแนน” กับความโปร่งใส  เมื่อ กกต. เผชิญโจทย์ท้าทายศรัทธาสาธารณะ  ส่องวัฒนธรรมบริหารผ่านมิติกฎหมาย  จาก “บัลลังก์วินิจฉัย” สู่บทบาทผู้ควบคุมสนามจริง

                               ข้อพิรุธในกระบวนการ “นับคะแนน” หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมจากชลบุรีลามสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งและการจัดการหีบบัตรที่ส่อแววไม่โปร่งใส นำมาสู่การเรียกร้องให้ กกต. สั่งนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ ขณะที่สปอร์ตไลท์ดวงใหญ่กำลังจับจ้องไปที่กรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งยังคงใช้การบริหารแบบตั้งรับในห้องประชุม แทนการลงพื้นที่คลี่คลายวิกฤตศรัทธาหน้างานด้วยตนเอง

                             “ความโปร่งใสที่พิสูจน์ได้ทันที คือหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” เมื่อข้อสงสัยในการนับคะแนนไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ความเชื่อมั่นที่ควรเป็นรากฐานของการเลือกตั้งจึงถูกสั่นคลอนด้วยระเบียบขั้นตอนที่ดูห่างเหินจากความจริงในคูหา

วัฒนธรรม “พิจารณา” ท่ามกลางวิกฤตหน้างาน

                             สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นตามลำดับ เมื่อเกิดข้อพิรุธในกระบวนการนับคะแนนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และหลายเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประชาชนและพรรคการเมืองระบุถึงความผิดปกติทางกายภาพ เช่น ระบบไฟฟ้าขัดข้องเฉพาะจุด และความไม่เรียบร้อยของหีบบรรจุบัตรเลือกตั้ง นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 18 เขตเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาผลคะแนน แต่คือการทดสอบมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระภายใต้แรงกดดันจากมวลชนที่ต้องการคำตอบในทันที

                               หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้งเคยสร้างบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาทำนองนี้มาแล้ว โดยครั้งนั้น กกต. มีมติสั่งให้มีการ นับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง ครอบคลุม 16 จังหวัด หลังพบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปไม่ตรงกัน หรือที่เรียกกันว่า “บัตรเขย่ง” รวมถึงความคลาดเคลื่อนในการขีดคะแนน กรณีดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายและระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 มาตรา 124 ให้อำนาจไว้อย่างเต็มเปี่ยมในการสั่งนับคะแนนใหม่ทันทีหากพบเหตุอันควรสงสัยว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

                                อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างที่น่ากังวลในครั้งนี้คือ “ปฏิกิริยาของฝ่ายนโยบาย” แม้ว่าในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา เลขาธิการและรองเลขาธิการ กกต. จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ชี้แจงและเข้าตรวจสอบในเบื้องต้นเพื่อระงับเหตุ แต่กลับไม่สามารถลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชนลงได้ เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะคือการปล่อยให้ฝ่ายธุรการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งเพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงบทบาทของกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่าน ซึ่งควรแสดงภาวะผู้นำในการลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลฝ่ายที่ตนรับผิดชอบโดยตรง ตามที่กำหนดในระเบียบและมติ กกต. เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่กรรมการจะลงไปตรวจสอบ สอบทาน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และประชุมกรรมการ ฯ ตลอดทั้งไปกำกับการนับคะแนนใหม่ด้วยตนเองเพื่อรับประกันความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงรอรับฟังรายงานจากส่วนภูมิภาคเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพียงอย่างเดียว

                               ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ “สไตล์การทำงาน” ของคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิหลังมาจากสายตุลาการและข้าราชการระดับสูงที่มีสถิติการทำงานในระบบลำดับชั้นและยึดติดวัฒนธรรมการพิจารณาอรรถคดีและข้อราชการในห้องพิจารณา,ห้องประชุม ซึ่งเน้นการรอพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตามขั้นตอนก่อนจะมีการวินิจฉัยในนามคณะบุคคล 

                             แม้แนวทางดังกล่าวจะเป็นไปตามหลักกฎหมายและระเบียบที่ระบุว่าการตัดสินใจใดๆ ของ กกต. ต้องกระทำในรูปแบบองค์คณะ แต่วัฒนธรรมการทำงานแบบตั้งรับที่ตรงกันข้ามกับ กกต.ชุดก่อนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่กับการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นงานบริหารวิกฤตภาคสนามที่ต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนต่อหน้าประชาชน

                            การที่ กกต. เลือกที่จะรอรายงานเหตุการณ์ประจำหน่วย (สส. 5/6) ตามขั้นตอนธุรการ แทนการใช้อำนาจการกำกับดูแลเชิงรุก จึงถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับระเบียบ“ขั้นตอน” มากกว่า “ความยุติธรรมที่ปรากฏ” ต่อหน้า

                             การลงพื้นที่ของผู้คุมกฎในพื้นที่ขัดแย้งย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและลดความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยหรือเฉยเมยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งเป็นดาบสองคมที่องค์กรอิสระต้องพึงระวังในยามที่ศรัทธาสาธารณะอยู่ในภาวะเปราะบาง ดังเช่นบทเรียนปี 2566 ที่ความรวดเร็วในการสั่งนับใหม่ 47 หน่วย ช่วยสยบข่าวลือและรักษาความสงบเรียบร้อยของการเลือกตั้งไว้ได้

                           บทสรุปของวิกฤตศรัทธาครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่การนับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือการทบทวนบทบาทของ กกต. ว่าจะยังคงยึดถือวัฒนธรรมองค์กรการทำงานแบบ “ผู้พิจารณา” ที่นั่งรอรายงานอยู่เบื้องหลังเท่านั้น หรือจะปรับตัวสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ” ที่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาในสนามเลือกตั้งจริง เพราะในวันที่เทคโนโลยีและพลังมวลชนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ทุกวินาที ความยุติธรรมที่ล่าช้าและการยึดติดกับลำดับชั้นการบริหารที่ห่างเหินประชาชน อาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจดจำในฐานะรอยด่างพร้อยของระบอบประชาธิปไตย

                             ในห้วงเวลาที่วิกฤตศรัทธากำลังสั่นคลอนหัวใจของการปกครอง การปฏิบัติหน้าที่ตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากจิตวิญญาณแห่งความรับผิดชอบต่อหน้าประชาชน การเลือกที่จะรอพิจารณาเพียงรายงานบนโต๊ะทำงาน ในขณะที่สนามเลือกตั้งกำลังจะลุกเป็นไฟด้วยความเคลือบแคลง อาจกลายเป็นเส้นขนานที่ทำให้ กกต. ห่างเหินจากความไว้วางใจของสังคม และไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ หากผลของการ “รอคอย” นั้นนำมาซึ่งความเสียหายต่อความยุติธรรมที่ไม่อาจเรียกคืน

ข่าวล่าสุด

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ข่าวอื่นๆ

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical