จากคลิปหลุดถึงข้อกล่าวหาสินบน เมื่อความคลุมเครือกัดกร่อนศรัทธาของสังคมไทย
คดีให้สินบนเจ้าพนักงาน ปปช. ที่พาดพิงถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม้ยังไม่ถึงที่สุดในทางกฎหมาย แต่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรมไทยไปแล้ว ทั้งตำรวจ องค์กรอิสระ และศาล ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งเดียวกัน จนประชาชนไม่อาจแยกได้ว่า ใครคือผู้รักษากฎหมาย และใครกำลังถูกตรวจสอบ
ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสำนักงาน ปปช. ทุกครั้งที่ชื่อดังกล่าวเข้าไปเชื่อมโยงกับองค์กรปราบโกง มักตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือน
ครั้งหนึ่งคือกรณีคลิปหลุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ปรากฏภาพประธานฝ่ายนิติบัญญัติและประธาน ปปช. สนทนากัน ท่ามกลางกระแสข่าวการวิ่งเต้นให้ถอนเรื่องถอดถอนกรรมการ ปปช. ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมายอมรับภายหลังว่าเป็นผู้พาไปพบด้วยตนเอง เหตุการณ์นั้นทำให้องค์กร ปปช. ปั่นป่วนและถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นอิสระมาแล้วครั้งหนึ่ง
กระทั่งเกิดคดีล่าสุด เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ต้องหารวม 6 ราย ในข้อหาร่วมกันให้และรับทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน โดยมีข้อกล่าวหาว่านำทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ไปเสนอให้กรรมการ ปปช. เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางคดี จุดสำคัญอยู่ที่การออกมาเปิดปากของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ซึ่งยืนยันว่าเป็นผู้นำทองคำไปมอบให้จริง พร้อมอ้างว่ามีคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ คำกล่าวที่ว่า “ถ้าความจริงจะทำให้คนอื่นได้รับความเป็นธรรม ต่อให้ต้องทรยศอีกสิบครั้งก็ไม่ลังเล” ไม่เพียงซัดทอดอดีตเจ้านาย แต่ได้เขย่าหัวใจขององค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง
คลิปดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนทันทีจนสำนักงาน ปปช.ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการ ฯ เป็นการด่วน และมีมติให้กรรมการที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการกำกับดูแลสำนักไต่สวนและสำนักตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมมอบหมายกรรมการรายอื่นดูแลแทน ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะจึงไม่ใช่แค่การจัดการภายใน แต่สะท้อนภาวะ “อื้ออึง ทำอะไรไม่ถูก” ขององค์กรปราบโกง วิกฤตครั้งนี้ถูกมองว่ารุนแรงกว่ากรณีคลิปหลุดครั้งก่อน เพราะกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของคดีทั้งในปัจจุบันและอดีตที่กรรมการรายดังกล่าวเคยรับผิดชอบ
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ ปปช.ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนถูกตั้งคำถาม ขณะที่ศาลปกครองเองก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในสมรภูมิความขัดแย้ง จากการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้องกรณีถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน ภาพรวมจึงกลายเป็นกระบวนการยุติธรรมที่หลายสถาบันต้องตรวจสอบกันเองในเวลาเดียวกัน ยิ่งในช่วงที่การเมืองร้อนแรง การอธิบายว่าเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” ยิ่งฟังไม่ขึ้น เมื่อความไม่ไว้วางใจได้แผ่ขยายไปทั้งระบบแล้ว
ฉายา “แมวเก้าชีวิต” ของบิ๊กโจ๊ก อาจสะท้อนความสามารถในการเอาตัวรอดของบุคคลหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือภาพเสียดสีของระบบยุติธรรมที่ดูเหมือนจะบาดเจ็บทุกครั้งที่ชื่อเดิมปรากฏ
วานนี้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติชอบด้วยกฎหมาย บทหนึ่งของอาชีพตำรวจของ “บิ๊กโจ๊ก” คงปิดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
แต่สิ่งที่ยัง“เปิดค้าง” อยู่คือ“บาดแผล” ของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ถูกฉีกให้เห็นโครงสร้างภายในอย่างไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เพราะในคดีนี้ ไม่ได้มีเพียงบุคคลที่ถูกตรวจสอบ หากองค์กรตรวจสอบเองก็กลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม และเมื่อประชาชนเริ่มแยกไม่ออกว่า ใครตรวจใคร ใครเป็นกลาง และใครควรเชื่อถือ ความยุติธรรมย่อมไม่พังเพราะคำพิพากษา หากพังเพราะความเงียบ ความคลุมเครือ และความล่าช้าของสถาบันที่ควรอธิบายความจริงต่อสังคมให้ชัดเจนกว่านี้
ชัยทัศน์ ผู้เขียน 2569-01-10



