สมการผู้ว่าฯ กทม. ยุคใหม่ ต้องกล้ากำหนด “ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่านโยบายแก้ปัญหารายวัน
วางประกบพิมพ์เขียวเมืองหลวงยุโรป-เอเชีย สกัดกั้นภัยไซเบอร์ข้ามชาติ ท้าทายวิสัยทัศน์แคนดิเดตเสาชิงช้า
ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งใหม่ เสียงกองเชียร์และขบวนกลองยาวอาจสร้างสีสันทางสถิติ ทว่าสิ่งทีสังคมเมืองหลวงกำลังตั้งคำถามอย่างเงียบเชียบทว่าหนักแน่น คือ “ทิศทาง” ที่แท้จริงของมหานครแห่งนี้ บนเวทีโลก
“กรุงเทพฯ” ยืนเด่นในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและครัวโลกที่ไม่มีใครปฏิเสธ หากแต่ในมุมมืด ปัญหาความปลอดภัย โลจิสติกส์ที่แยกส่วน และการกลายเป็นทางผ่านของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ กำลังฉุดรั้งให้เมืองหลวงทำหน้าที่แบบสะเปะสะปะ ไร้เข็มทิศนำทางที่ชัดเจน
ลองมาคลี่ “พิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์” โดยถอดโมเดลสำเร็จรูปจากเมืองหลวงชั้นนำในยุโรปและเอเชีย เพื่อวางประกบเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล และส่งมอบข้อเสนอนี้ให้แก่ผู้สมัครทุกคนได้นำไปยกระดับนโยบายหาเสียง เพื่อเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ จากเมืองที่ทำหน้าที่เพียง “ตั้งรับ” ไปสู่มหานครที่ “ก้าวรุก” อย่างมีเอกภาพ
หากมองอย่างพินิจผ่านภาพสะท้อนภายนอก “กรุงเทพมหานคร” ในปัจจุบันฉายภาพลักษณ์ของความเป็นเมืองหลวงที่ทันสมัยและหรูหราระดับสากล ตึกสูงลิ่วสไตล์โมเดิร์นที่เบียดเสียดขึ้นสู่ฟากฟ้า โรงแรมระดับหรูหราห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา และร้านอาหารชั้นเลิศระดับมิชลินสตาร์ ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ส่งให้เมืองหลวงของไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลกที่ผู้คนทั่วทุกสารทิศใฝ่ฝันจะมาเยือน
ทว่าภายใต้ความตระการตาทางสถาปัตยกรรมและความเจริญทางวัตถุ ปัญหาความปลอดภัยทั้งในมิติกายภาพและมิติเสมือนจริงกลับมีความเปราะบางอย่างยิ่ง ปล่อยให้ระบบรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะดำเนินไปในลักษณะตั้งรับ ส่งผลให้สถิติคดีความและความเสี่ยงต่าง ๆ ยังคงเป็นจุดด่างพร้อยที่คอยบั่นทอนความเชื่อมั่นของเมืองหลวงบนเวทีโลกอยู่เสมอ
ภัยเงียบที่ท้าทายโครงสร้างของกรุงเทพฯ มากที่สุดในทศวรรษนี้ คือการก้าวเข้ามาของอาชญากรรมยุคใหม่ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงทุกพื้นที่และระบบคมนาคมที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ แทนที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเพียงอย่างเดียว กลับกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มทุนสีเทาและขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ข้ามชาติ เข้ามาอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นทางผ่านในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งต่อคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสะท้อนชัดว่าการบริหารเมืองในมิติดิจิทัลและระบบข้อมูลชุมชนยังขาดการบูรณาการที่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากร
เมื่อหันไปมองกลยุทธ์การจัดการของมหานครท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง กรุงปารีส แม้จะเผชิญกับความหนาแน่นอาชญากรรม แต่เขาใช้ผสมผสานระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ติดตั้งระบบวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อตรวจจับความผิดทุกประเภท ไม่ว่า การล้วงกระเป๋า หรือวัตถุต้องสงสัยรอบจุดแลนด์มาร์กสำคัญและโครงข่ายคมนาคมอย่างแม่นยำ
กรุงโตเกียว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยในระดับสากล ได้บูรณาการกล้องวงจรปิดคุณภาพสูงของภาครัฐควบคู่ไปกับระบบ Koban หรือป้อมตำรวจชุมชน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ ฃในการวิเคราะห์ความหนาแน่นของฝูงชนและตรวจจับป้ายทะเบียนยานพาหนะต้องสงสัยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเขตปกครองตนเองอย่างใกล้ชิด ทำให้การดูแลความปลอดภัยสามารถเข้าถึงระดับเส้นเลือดฝอย ซึ่งนี่คือเกณฑ์มาตรฐานที่แสดงให้เห็นว่า เมืองท่องเที่ยวระดับโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารความปลอดภัยเชิงระบบอัจฉริยะ
ในมิติของการเชื่อมโยงเมืองและเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ โมเดล Changi Aviation Triangle ของ สิงคโปร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงข่ายกล้องวงจรปิดของรัฐกว่า 90,000 ตัว ผสานเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และระบบ Crossrail ของ กรุงลอนดอน ที่มีโครงข่ายกล้องวงจรปิดหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลกกว่า 940,000 ตัว ซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐอัจฉริยะในการตรวจจับความผิดปกติเชิงสถิติ ต่างแสดงให้เห็นถึงการบริหารพื้นที่และการเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองแบบไร้รอยต่อ
ขณะเดียวกันในด้านการรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยี กรุงทาลลินน์ แห่งเอสโตเนีย ได้จัดตั้ง Cyber Security Operations Center ในระดับเมืองเพื่อดูแลทะเบียนที่พักและระบบฐานข้อมูลผ่าน Blockchain ป้องกันทุนสีเทาเข้ามาแฝงตัว เช่นเดียวกับ กรุงโซล ที่มีระบบโครงข่ายกล้องวงจรปิดที่รัฐควบคุมกว่า 240,000 ตัว คิดเป็นความหนาแน่นสูงถึง 281 ตัวต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันกำลังเร่งอัปเกรดสู่กล้องอัจฉริยะความละเอียดสูง 8 ล้านพิกเซล เชื่อมต่อกับระบบ Smart Seoul Platform คอยตรวจจับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การทำร้ายร่างกาย ยานพาหนะต้องสงสัย หรือพฤติกรรมการใช้อาคารที่สุ่มเสี่ยงแบบเรียลไทม์ เป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริหารเมืองหลวงสามารถสร้างข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลกลางเพื่อความมั่นคงส่วนท้องถิ่นได้
เหล่านี้ คือโจทย์สำคัญที่เสนอให้แคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทุกคน ว่าแนวทางการหาเสียงในขณะนี้มีความลึกซึ้งและกว้างไกลพอที่จะตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลแล้วหรือยัง นโยบายที่นำเสนอต่อประชาชนควรจะขยับจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รายวัน หรือการกระจายงบประมาณแบบเบี้ยหัวแตก ไปสู่การนำเสนอ “โมเดลต้นแบบ” ที่มีทิศทางชัดเจน เพื่อให้โมเดลการพัฒนาเมืองระดับโลกเหล่านี้ไปปรับใช้กับการหาเสียง ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันทางการเมือง แต่ยังเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่า เมืองหลวงแห่งนี้จะมีเข็มทิศนำทางที่ถูกต้อง
บทบาทของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องก้าวข้ามภารกิจพื้นฐานในฐานะผู้ดูแลความสะอาดเรียบร้อยหรือการแก้ไขปัญหารายวันตามระบบราชการประจำได้แล้ว
เพราะความต้องการที่แท้จริงของเมืองหลวงคือ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในระดับสถาปนิกเชิงยุทธศาสตร์ ผู้สามารถถักทอความทันสมัยของอาคารสูงหรูหราและศูนย์กลางการท่องเที่ยว ให้เข้ากับระบบความปลอดภัยและเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่สวยงามเพียงภายนอก แต่เปราะบางภายใน และเพื่อป้องกันไม่ให้การพัฒนาในอนาคตต้องดำเนินไปอย่างไร้ทิศทางในลักษณะ “หัวมงกุฎท้ายมังกร” อีกต่อไป
2569-06-01 “ชัยทัศน์”



