กองทุนประกันสังคม 2.9 ล้านล้านบาท กับแรงกดดันให้ปฏิรูปอย่างโปร่งใส
กระแสข่าวและการถกเถียงเกี่ยวกับสำนักงานประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา มีจุดเริ่มต้นจากเวทีรัฐสภา เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นการบริหาร กองทุนประกันสังคม ขึ้นตั้งคำถามต่อกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะการบริหาร กองทุนชราภาพ ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่รองรับผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน และมีเงินสะสมรวมกันราว 2.9 ล้านล้านบาท
ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ภาครัฐส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการขยายอายุเกษียณหรือการปรับเพิ่มเงินสมทบในอนาคต สังคมยังไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับการใช้จ่ายและการบริหารเงินกองทุนในปัจจุบัน ว่าเป็นไปอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับภารกิจหลักของกองทุนหรือไม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถาม คือ การตัดสินใจลงทุนและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม เช่น กรณีการจัดซื้ออาคารสำนักงานและทรัพย์สินมูลค่าสูง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสมกับภารกิจของกองทุนหรือไม่ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเปิดเผยต่อผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามต่อ ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและการดูงานของผู้บริหารกองทุน ซึ่งมีตัวเลขงบประมาณค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมสถานะทางการเงินของกองทุนชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมเองเคยออกมาเตือนว่าอาจเผชิญความเสี่ยงในระยะยาวจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามเชิงหลักการว่า การบริหารจัดการภายในองค์กรได้สะท้อนความระมัดระวังและความรับผิดชอบต่อเงินสมทบของแรงงานมากเพียงใด
สาระสำคัญของข้อคัดค้านจากฝ่ายค้านจึงอยู่ที่หลักการว่า เงินในกองทุนประกันสังคมไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินทั่วไป แต่เป็นเงินที่มาจากการสมทบของลูกจ้างและนายจ้าง การตัดสินใจใช้จ่ายหรือการลงทุนใด ๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถอธิบายเหตุผลเชิงนโยบายต่อสาธารณะอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการขอความร่วมมือจากผู้ประกันตนให้แบกรับภาระเพิ่มเติมในอนาคต
เมื่อประเด็นจากเวทีรัฐสภาถูกถ่ายทอดออกไปนอกห้องประชุม เสียงสะท้อนจากผู้ประกันตน นักวิชาการด้านแรงงาน และภาคประชาชนจึงเริ่มดังขึ้นตามมา ประเด็นที่เคยอยู่ในวงจำกัด ขยายตัวเป็นคำถามในสังคมวงกว้างว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งมีขนาดใหญ่ถึงระดับ หลายล้านล้านบาท ควรถูกบริหารด้วยมาตรฐานความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในระดับใด จึงจะสอดคล้องกับสถานะของกองทุนสาธารณะที่ประชาชนเป็นผู้ร่วมจ่าย
ในระบบรัฐสภา คำถามของฝ่ายค้านอาจเป็นเพียงกลไกปกติของการตรวจสอบถ่วงดุล แต่สำหรับกองทุนที่ตั้งอยู่บนเงินสมทบของแรงงาน คำถามเหล่านี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะทุกการตัดสินใจด้านการใช้จ่ายและการลงทุน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงในอนาคตของผู้ประกันตน
การชี้แจงต่อสาธารณะจึงไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางการเมือง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อ “เจ้าของกองทุน” และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปกองทุนประกันสังคมสามารถเดินหน้าได้อย่างมีความชอบธรรมและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม
2569-01-28 “ชัยทัศน์“



