ราคาทองคำกับรายได้ของคนไทยแม้เงินเดือนขึ้นแต่ทองพุ่งเร็วยิ่งกว่า..!
ทองคำพุ่งทะลุโลก … รายได้โตช้า สะท้อน “กำลังซื้อที่ถดถอย”
ราคาทองคำโลกยังคงเดินหน้าทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำตลาดสปอตพุ่งทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในปี 2025
ทั่วโลกจับตาการซื้อทองคำจากนักลงทุนและธนาคารกลางเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความต้องการสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ในขณะเดียวกัน กำลังซื้อรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะเงินเดือนเริ่มต้น แม้จะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่ความสามารถในการซื้อทองคำกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ข้าราชการไทยที่มีเงินเดือนเริ่มต้น 1,200 บาท สามารถซื้อทองคำได้ถึง 3 บาท ณ เวลานั้น แต่ปัจจุบัน เงินเดือนเริ่มต้นรัฐบาลไทยที่ประมาณ 20,000 บาท เทียบกับราคาทองคำเทียบเท่า ต้องเก็บเงินถึง ประมาณ 3 เดือนเพื่อซื้อทองคำ 1 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของรายได้ไม่สามารถตามราคาทองคำทัน แม้ตัวเงินจะมากขึ้นหลายเท่าตัวก็ตาม
เพื่อให้เห็นภาพเทียบเคียงเช่นนี้ ในต่างประเทศหลายประเทศที่มีรายได้ประจำและกำลังซื้อที่ใกล้เคียงไทย ก็พบว่าความสามารถในการซื้อทองคำมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั่วไปความสามารถในการซื้อทองคำจะสะท้อน “อำนาจซื้อ” ที่แท้จริงของประชาชน ดังที่นักวิเคราะห์ระบุว่า ความสามารถในการซื้อทองคำ (gold affordability) เป็น “ดัชนีที่สำคัญ” ที่สะท้อนระดับความมั่งคั่งและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในประเทศ
ที่อินเดีย.. แม้เป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยประชากรต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่ทองคำมีบทบาททางวัฒนธรรมและการออม จึงยังมีความต้องการสูงมากในฐานะสินทรัพย์สำรองความมั่นคง ในขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้ว รายได้เฉลี่ยสูงกว่ามาก แต่ “ความสามารถซื้อทองคำ” ต่อรายได้ก็ไม่ได้สูงกว่ามากนัก เพราะราคาทองคำปรับสูงมากตามมาตรฐานโลกจนเกือบลบล้างรายได้ที่สูงกว่าในระดับเงินซื้อทองคำต่อเดือนหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย ผลของราคาทองคำที่สูงขึ้นซ้อนกับรายได้ที่โตช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อ และ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนทั่วไปรู้สึกว่า “ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์สำหรับคนรวยหรือเพื่อการลงทุนเชิงสถาบัน มากกว่าเพื่อออมในชีวิตประจำวัน” โดยปัจจัยสำคัญคือรายได้เพิ่มขึ้นไม่พอจะคงกำลังซื้อทองไว้เท่าอดีต แม้ผลสำรวจทั่วไปชี้ว่าค่าครองชีพและรายได้ของแรงงานไทยติดอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทั่วโลก
สถานการณ์นี้สะท้อน ความไม่เท่ากันของการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่าง “สินทรัพย์” กับ “รายได้แรงงาน” ซึ่งหากไม่ปรับตัวทั้งด้านรายได้และดัชนีเงินเฟ้อ การเติบโตของราคาทองคำจะยิ่งทิ้งห่าง “อำนาจซื้อของแรงงานรายได้ปานกลาง” นำไปสู่ข้อสรุปเชิงเศรษฐกิจว่า ทองคำแม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของ กำลังซื้อที่หยุดนิ่ง สำหรับประชาชนทั่วไป ในขณะที่นักลงทุนสถาบันและผู้มีรายได้สูงสามารถใช้ทองคำรักษาความมั่งคั่งได้ดีกว่า
รัฐไม่ควรนิ่งเฉย ที่จะเข้มงวดในการกำกับดูแลราคาทองคำภายในประเทศ โดยสมาคมค้าทองคำและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ ควบคุมราคากลางอ้างอิงจากราคาสปอตโลก พร้อมมาตรการป้องกันการขายเกินราคาหรือฉ้อโกงผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ประชาชนควรติดตามราคาทองคำสปอตโลก พิจารณาช่องทางลงทุนทางเลือก เช่น กองทุนทองคำหรือสลากออมทอง เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาอำนาจซื้อในภาวะราคาทองพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
8/01/2569 “ชัยทัศน์“



