ในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าเหตุผล “ข่าวปลอม” ไม่ได้เพียงทำให้เข้าใจผิด แต่กำลังบิดทิศทางการตัดสินใจของสังคมทั้งระบบตั้งแต่ระดับปัจเจก ไปจนถึงเสถียรภาพของรัฐ
”ข่าวปลอม“ หรือ Fake News ได้พัฒนาเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างของระบบข้อมูลข่าวสารโลก ไม่จำกัดอยู่เพียงความผิดพลาดทางสื่อ แต่กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิต เศรษฐกิจ และการเมืองโดยตรง ลักษณะร่วมของข่าวปลอมในปัจจุบันคือ ต้นทุนต่ำ แพร่กระจายรวดเร็ว ตรวจสอบได้ยาก และมุ่งกระตุ้นอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง ส่งผลให้สังคมจำนวนมากตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่บิดเบือนพร้อมกันในวงกว้าง
สนามที่ข่าวปลอมระบาดรุนแรงที่สุดในระดับโลกสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ หนึ่ง สนามสุขภาพ อาทิ วัคซีน ยา อาหารเสริม และโรคระบาด สอง สนามการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ความชอบธรรมของรัฐ และความมั่นคง สาม สนามเศรษฐกิจ ได้แก่ หุ้น ค่าเงิน และข่าวล้มละลาย และสี่ สนามสังคม ซึ่งครอบคลุมประเด็นความเกลียดชัง ศาสนา และชาติพันธุ์
เหตุผลสำคัญคือสนามสุขภาพและการเมืองเกี่ยวข้องโดยตรงกับความกลัวและอำนาจ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือปล่อยข้อมูลเท็จมากที่สุด
สหรัฐอเมริกาเผชิญข่าวปลอมด้านการเมืองอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สังคมแตกแยกและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งลดลงอย่างเห็นได้ชัด อินเดียเผชิญข่าวปลอมด้านสุขภาพและสังคม จนก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและเหตุรุนแรงในระดับชุมชน ขณะที่บราซิลได้รับผลกระทบจากข่าวปลอมด้านสุขภาพในช่วงโรคระบาด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งปฏิเสธการรักษาและวัคซีน นำไปสู่การสูญเสียชีวิตในวงกว้าง
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า “ข่าวปลอม” ไม่ใช่เพียงข้อมูลผิดพลาด แต่เป็นปัจจัยเร่งวิกฤตของสังคม
ในทางวิชาการ ข่าวปลอมสามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น ข่าวที่ถูกแต่งขึ้นทั้งหมด ข่าวที่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลง ข่าวจริงที่ถูกนำเสนอในบริบทเท็จ ข่าวแอบอ้างแหล่งที่มา และข่าวที่ถูกปล่อยโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ต้นตอของข่าวปลอมส่วนใหญ่มาจากสามแรงจูงใจหลัก ได้แก่ ผลประโยชน์ทางการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากยอดคลิกและการโฆษณา และอคติทางความคิดส่วนบุคคล โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ได้กลายเป็นตัวเร่งการแพร่กระจายของปัญหานี้
ประเทศไทยเผชิญข่าวปลอมอย่างเด่นชัดในสนามสุขภาพ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะข่าวสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ปลอมแปลงภาพและเสียงของพิธีกรชื่อดัง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคคลสาธารณะ เพื่อโฆษณายา อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ข่าวลักษณะดังกล่าวอาศัยความน่าเชื่อถือของบุคคลผสมกับความหวาดกลัวด้านสุขภาพ ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและตัดสินใจผิดพลาด ปัญหานี้สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างสำคัญ คือการรู้เท่าทันสื่อของสังคมไทยยังไม่ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์
ประเทศที่สามารถรับมือข่าวปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ฟินแลนด์และไต้หวัน มิได้ใช้การปิดกั้นหรือการแบนเพียงอย่างเดียว แต่เน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อมวลชน แพลตฟอร์มดิจิทัล และประชาชน ผ่านการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเสริมสร้างทักษะคิดเชิงวิพากษ์ เพราะในโลกที่ใครก็สามารถปลอมเป็นใครก็ได้ด้วยเทคโนโลยี ปัญหาอาจไม่ใช่ข่าวปลอมที่มีมากเกินไป หากแต่เป็นสังคมที่ยังเลือกเชื่อในสิ่งที่สบายใจ มากกว่าสิ่งที่เป็นความจริง
ท่ามกลางกระแสข้อมูลที่ไหลบ่าอย่างไร้พรมแดน บทบาทสำคัญมิได้ตกอยู่ที่รัฐหรือสื่อเพียงฝ่ายเดียว หากแต่รวมถึงประชาชนในฐานะผู้รับสารโดยตรง
การตั้งคำถาม ตรวจสอบแหล่งที่มา “มีสติ” มั่นคงและไม่รีบเชื่อหรือแชร์ข้อมูลเพียงเพราะสอดคล้องกับความเชื่อหรืออารมณ์ของตน คือ “เกราะป้องกัน” พื้นฐานที่จำเป็นในยุคดิจิทัล เพราะในโลกที่เทคโนโลยีสามารถปลอมภาพ เสียง และตัวตนได้อย่างแนบเนียน ผู้ที่ยังเสพโซเชียลมีเดียด้วยความเคลิบเคลิ้ม โดยไม่ลืมหูลืมตาให้กว้างพอ อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมข่าวปลอม หากแต่จะกลายเป็น “เหยื่อรายต่อไป” ของข้อมูลเท็จโดยไม่รู้ตัว
2569-01-26 “ชัยทัศน์“



