หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“คลิปเสียง”…ตำรวจอีกแล้ว…!  บทสนทนา… ผลประโยชน์ในเงามืด

“คลิปเสียง”…ตำรวจอีกแล้ว…!  บทสนทนา… ผลประโยชน์ในเงามืด

เผยแพร่

spot_img

เมื่อบทสนทนาของ “ผู้บังคับการกับผู้กำกับ” สะท้อนวงจรทุจริตที่สังคมไทยคุ้นเคย

                               จากคลิปที่เล็ดรอด สู่คำถามใหญ่ จับได้แล้วลงโทษพอหรือยัง หรือถึงเวลาต้องรื้อระบบทั้งกระดาน

                             จะเป็นคลิปเสียง หรือหลักฐานในรูปแบบใดก็ตาม การทุจริตของข้าราชการตำรวจไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเป็นปัญหาเรื้อรังที่ดำรงอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ในบางช่วง มันถูกเปิดเผยออกมาเป็นเสียง เป็นภาพ หรือเป็นเอกสาร ที่หลุดรอดจากระบบปิด ก่อนจะเงียบหายไป พร้อมคำสัญญาว่าจะ “ตรวจสอบอย่างถึงที่สุด” 

                              คำสัญญาที่สังคมได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า !

                             กรณีล่าสุด คือคลิปเสียงบทสนทนาระหว่างข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการกับผู้กำกับการสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในเขตกองบัญชาการตำรวจภูธร  ภาค 8 เนื้อหาของการสนทนา แม้ยังไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นกฎหมาย แต่ก็เพียงพอจะสะท้อนภาพบางอย่างให้สังคมเห็นชัดถึงภาพของ “อำนาจรัฐ” ที่พูดคุยกันถึงการจัดการพื้นที่ การปล่อยปละละเลย หรือการเคลียร์ปัญหาในกิจกรรมที่ผิดต่อกฎหมาย อันหมายถึงผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน

                             คลิปเสียงเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้สังคมรู้เรื่องใหม่

แต่ทำให้สังคม ได้ยินสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ว่า การทุจริตในระบบบังคับใช้กฎหมายยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ  และสิ่งที่ถูกเปิดเผย คือเพียงส่วนเล็กน้อยของภูเขาน้ำแข็ง

                              กรณีคลิปเสียงดังกล่าว ยังสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่งว่า  ในพื้นที่นั้น ยังคงมีการกระทำผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งตามอำนาจหน้าที่โดยตรง เป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันปราบปราม จับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

                                แต่เมื่อการกระทำผิดกลับดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า มีการ เอื้อประโยชน์ แทนการบังคับใช้กฎหมาย  ตั้งแต่การไม่จับกุม การจับแล้วปล่อย หรือการปล่อยให้กิจกรรมผิดกฎหมายดำเนินต่อไป โดยมีการส่งต่อผลประโยชน์ตามลำดับชั้นของอำนาจ

                                และเมื่อระบบเช่นนี้ดำรงอยู่ การสนทนาในลักษณะที่ปรากฏในคลิปเสียง จึงไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน

                                ในทางตรรกะ การทุจริตลักษณะนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียว   มันต้องอาศัยเครือข่าย ความเงียบ และการยอมรับโดยปริยายในระบบ

                               ข่าวที่สื่อมวลชนรายงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ  มีข้อมูลหลุด มีการตั้งกรรมการสอบ มีคำสั่งย้าย หรือพักราชการ  บางกรณีจบที่วินัย บางกรณีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

                             แต่คำถามคือ เหตุใดปัญหานี้จึงยังเกิดซ้ำไม่รู้จบ

                             เมื่อพบว่ากระทำผิด  วิธีเดิมที่ยังใช้ แต่ไม่เคยหยุดวงจร

                             ผู้บังคับบัญระดับสูงสุดขององคืกรคุ้นเคยกับสูตรเดิม  ที่ใช้กฎหมาย ใช้วินัย ใช้คำสั่งทางปกครอง ซึ่งทั้งหมดถูกต้องตามหลักนิติรัฐ

                             แต่ประสบการณ์ยาวนาย พิสูจน์แล้วว่า  การลงโทษย้อนหลัง ไม่ได้ปิดประตูการทุจริตในอนาคต

เพราะโครงสร้างเดิมยังคงเปิดโอกาสให้ความผิดเกิดขึ้นซ้ำ

เพียงเปลี่ยนตัวละคร และเปลี่ยนคลิปเสียง

                           ผู้บังคับบัญชาตำรวจและตำรวจทุกคนรู้ดี ว่าหากมองลึกไปกว่ากฎหมาย แนวคิดของ Sigmund Freud ยังคงอธิบายพฤติกรรมนี้ได้อย่างตรงจุด

           ประการแรกคือ แรงขับพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความอยากได้อำนาจ เงิน และอภิสิทธิ์ เป็นแรงผลักสำคัญที่นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์นอกระบบ

 2. ประการที่สอง  ทำหน้าที่สร้างเหตุผลให้การกระทำผิด “ดูสมเหตุสมผล” เช่น “ทุกคนก็ทำ” หรือ “ไม่ทำก็อยู่ไม่ได้”

ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้กระทำไม่รู้สึกว่าตนเองผิด

 3 ประการที่สาม   เมื่ออยู่ในระบบเดิมนานพอ หรือมโนธรรมจะถูกกดทับ ความผิดกลายเป็นเรื่องปกติ และศีลธรรมถูกลดทอนจนแทบไม่เหลือแรงต้าน

                   นี่คือเหตุผลที่กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ  เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่บทบัญญัติ แต่อยู่ที่จิตสำนึกและวัฒนธรรมองค์กร

                                มีหลายหน่วยงานหลายองค์กร คิดแก้ปัญหานี้มานานแล้ว ทั้งตัดโอกาสเชิงโครงสร้าง ลดดุลพินิจส่วนบุคคลในพื้นที่เสี่ยง   แยกอำนาจตรวจจับ สั่งการออกจากกันอย่างแท้จริง

ใช้ระบบที่ตรวจสอบย้อนหลังได้  ทำให้การทุจริตไม่คุ้มค่า  ตรวจสอบทรัพย์สินและวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

เพิ่มความเสี่ยงในการถูกเปิดโปงให้สูงกว่าผลประโยชน์ สร้างแรงกดดันจากสังคม  นอกจากกฎหมายต้องเด็ดขาด

                และที่สำคัญที่น่าจะเอามาใช้คือ สังคมต้องพร้อมประณาม และไม่ทำให้การทุจริตกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

                               หากสังคมยังต้องรอ “คลิปเสียงหลุด” เพื่อรู้ว่ามีการทุจริต  นั่นไม่ใช่ความล้มเหลวของคนอัดเสียง  แต่คือความล้มเหลวของระบบทั้งหมด

                               และหากทุกครั้งที่คลิปหลุด เราเพียงแค่ตกใจ แล้วรอคลิปถัดไป  ก็อย่าแปลกใจ หากวันหนึ่ง เสียงที่ได้ยินจะไม่ใช่เสียงกระซิบ  แต่เป็นเสียงหัวเราะเยาะของระบบ ที่รู้ดีว่า ต่อให้ถูกจับได้ ก็ยังมีทางรอดเสมอ

                               การทุจริตไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องอับอายเฉพาะคนทำ   แต่ต้องเป็นความอับอายร่วมของสังคม   ตราบใดที่เรายังไม่ประณามอย่างจริงจัง   คลิปเสียงเช่นนี้ ก็จะไม่ใช่คลิปล่าสุด 

                               แต่จะเป็นเพียงคลิปถัดไป

23/12/2568  “ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ข่าวอื่นๆ

เปิดประตูโลก ! ให้ระวัง… “หลังบ้าน” ต้องสะอาด !

ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน”

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...