ทรัมป์กับการเมืองอำนาจเหนือระเบียบสากล
ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ นำโดย ประธานาธิบดีโดนัลทรัมป์ ส่งกำลังพิเศษเข้ากรุงการากัส จับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภรรยา ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองในลาตินอเมริกา แต่ยังจุดคำถามใหญ่ต่อเวทีระหว่างประเทศว่า มหาอำนาจกำลังเลือกใช้อำนาจ “เหนือกติกาโลก” อย่างเปิดเผยมากเพียงใด
ในมุมของวอชิงตัน ปฏิบัติการนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายข้ามชาติ แต่ในสายตานักการทูตและนักวิเคราะห์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับการใช้กำลังข้ามพรมแดนโดยไม่ผ่านกลไกสหประชาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่ย้ำมาโดยตลอดว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องรอฉันทามติพหุภาคี หากเห็นว่าผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและพลังงานของตนถูกท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อเวเนซุเอลาถือครองทรัพยากรน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทรัมป์ยังใช้วาทกรรมว่าเขาเป็นผู้นำที่สามารถ “ยุติความขัดแย้งได้ถึง 8 ครั้ง” เพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ผู้จัดการปัญหาโลกอย่างเด็ดขาด โดยกรณีที่ถูกอ้างถึงมักรวมความตึงเครียดหรือการหยุดปะทะในหลายภูมิภาค เช่น อินเดียปากีสถาน, อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน, อิสราเอล ฮามาส, อิสราเอล อิหร่าน, เซอร์เบีย โคโซโว, คองโก รวันดา, อียิปต์ เอธิโอเปีย และซูดาน ซูดานใต้ และคงหมายรวมด้วย ถึงไทย-กัมพูชา ที่ขัดแย้งตามแนวชายแดน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านความมั่นคงชี้ว่า หลายกรณีเป็นเพียงการลดระดับความรุนแรงชั่วคราว ไม่ใช่การยุติสงครามตามนิยามสากล แต่ถูกนำมาใช้เป็น “ทุนทางการเมือง” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจฝ่ายเดียว
ผลสะเทือนที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ชะตากรรมของผู้นำเวเนซุเอลา หากแต่คือการสั่นคลอนระเบียบโลกที่ยึดกติกาเป็นศูนย์กลาง เมื่อมหาอำนาจแสดงให้เห็นว่าสามารถข้ามขั้นตอนทางกฎหมายระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ที่การจัดระเบียบอิทธิพลสำคัญกว่าการรักษากรอบพหุภาคี ความเสี่ยงจึงไม่ใช่สงครามใหญ่ในทันที แต่คือความขัดแย้งสะสมที่พร้อมปะทุเป็นจุด ๆ ทั่วโลก
ในโลกที่ผู้นำมหาอำนาจสามารถประกาศว่า “ผมหยุดความขัดแย้งมาแล้ว” หรือ “ผมจับผู้นำต่างชาติได้” โดยไม่ต้องรอคำอธิบายจากกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางไม่อาจตั้งคำถามเพียงว่ากติกาโลกยังใช้ได้หรือไม่ แต่ต้องถามให้ชัดว่า ตนเองพร้อมรับมือกับวันที่กติกาถูกละเลยหรือยัง
ไทยนอกจากจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันของตนเอง ทั้งการยึดกรอบอาเซียนให้แข็งแรง การสื่อสารกับสหรัฐฯ ในระดับสถาบันมากกว่าบุคคล และการรักษาระยะเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอย่างมีสติแล้ว
ต้องเริ่มขยับตัวแต่วันนี้…!
การลังเล รอดูสถานการณ์ หรือหวังว่าเหตุจะไม่เกิด ย่อมไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เพราะในเกมอำนาจแบบใหม่นี้ การตัดสินใจมักเกิดก่อนคำอธิบายเสมอ หากไทยไม่เตรียมท่าทีเชิงนโยบายล่วงหน้า ไม่สร้างอำนาจต่อรองของตนเอง และไม่กำหนดเส้นแดงให้ชัด วันหนึ่งอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอกโดยไม่มีเวลาเลือก เข้าตำราว่า ถั่วจะสุก งาก็ไหม้ และถูกกำหนดบทบาทให้เป็นเพียงฉากหลังของความสำเร็จทางการเมืองของผู้อื่น โดยไม่ทันได้ตั้งหลัก
7/01/2569 “ชัยทัศน์“



