สัญญาณเตือนฐานสแกมเมอร์-ฟอกเงินข้ามชาติ
จับกุมหลายจังหวัด ยึดของกลางจำนวนมาก ตัวเลขระดับชาติชี้ปัญหาไม่ใช่รายย่อย
การบุกทลายพูลวิลล่า ที่พัทยา เครือข่ายบัญชีม้าที่กรุงเทพ ฯ และปริมณฑล ตลอดจนฐานปฏิบัติการที่เชียงใหม่และ เชียงราย อาจดูเหมือนเป็นข่าวรายวัน แต่เมื่อประกอบกับตัวเลขทางการที่ระบุว่ามีการจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีคอลเซ็นเตอร์แล้วมากกว่า 5,000 คน และส่งกลับประเทศกว่า 3,500 คน ภาพที่ได้คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เหตุเฉพาะจุด
ในพื้นที่พัทยา-ชลบุรี เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักและพูลวิลล่าหรูหลายแห่ง ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ด และอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก พร้อมจับกุมผู้เกี่ยวข้องหลายสัญชาติ หลายคดีพบพฤติการณ์หลอกลงทุน หลอกโรแมนซ์สแกม และปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความเสียหายหลักสิบล้านบาทต่อเครือข่าย
กรุงเทพฯ และปริมณฑล กลายเป็นจุดศูนย์กลางของ “บัญชีม้า” และเส้นทางการเงิน ตำรวจไซเบอร์เข้าจับกุมขบวนการเปิดบัญชีจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินผิดกฎหมาย พร้อมยึดสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และหลักฐานธุรกรรมดิจิทัล ขณะที่บางปฏิบัติการสามารถอายัดเงินได้ทันก่อนถูกโอนออกต่างประเทศ
ที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย พบการตั้งฐานในบ้านพักและรีสอร์ต ตรวจยึดอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมาก และพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามพรมแดน ข่าวหลายสำนักรายงานตรงกันว่า มีการลำเลียงอุปกรณ์สื่อสารและระบบอินเทอร์เน็ตผ่านแนวชายแดน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ที่สำคัญ ตัวเลขระดับชาติยืนยันขนาดของปัญหา ข้อมูลจากรายงานทางการระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดี “คอลเซ็นเตอร์ สะแกม“ มากกว่า 5,000 คน แล้ว ในจำนวนนี้กว่า 3,500 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง และยังมีอีกหลายร้อยคนอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยไม่ได้เผชิญ “คดีประปราย” แต่คือเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ในหลายพื้นที่
รูปแบบที่พบซ้ำ ๆ มีอย่างน้อยสามลักษณะ ได้แก่ การใช้ที่พักอาศัยเป็นฐานปฏิบัติการ การใช้บัญชีม้าและสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางฟอกเงิน และการเคลื่อนย้ายกำลังคนข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ โครงสร้างเช่นนี้ทำให้การปราบปรามแบบแยกหน่วยงานและรายคดี เสี่ยงต่อการ “ตัดปลายเหตุ”
หากเทียบกับบางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์และ เกาหลีใต้ จะพบว่ามีการตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์แบบบูรณาการ รวมข้อมูลการเงิน การตรวจคนเข้าเมือง และข่าวกรองไซเบอร์ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อวิเคราะห์เส้นทางเงินแบบเรียลไทม์และสกัดวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ
หากไทยยังเดินหน้าแบบ “จับวันนี้ แถลงพรุ่งนี้ แล้วรอคดีถัดไป” ตัวเลข 5,000 คน อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงบทนำของสถิติชุดใหม่ เพราะในเกมที่อาชญากรรมเคลื่อนที่เร็วกว่าโครงสร้างรัฐ คำว่า “ทางผ่าน” อาจค่อย ๆ แปรสภาพเป็น “ฐานปฏิบัติการถาวร” โดยที่เราไม่รู้ตัว
คำถามจึงไม่ใช่ว่า จับได้กี่คนแล้ว แต่คือ ไทยจะยกระดับระบบให้เร็วกว่าเครือข่ายข้ามชาติได้เมื่อใด
2569-02-21 “ชัยทัศน์”



