หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เผยแพร่

spot_img

บทเรียน 100 ปีที่ไทยยังพ่ายทางทุน

ชำแหละอาณาจักร 2569 กินรวบทุเรียน-มะพร้าว ยันพืชไร่ ตีแผ่กลไก “พนักงานรัฐดีเด่น” ที่ทำให้ไทยพ่ายทั้งระบบ

                            วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมและทุเรียนที่ตกต่ำไม่ใช่เพียงกลไกตลาด แต่คือผลพวงของประวัติศาสตร์การผูกขาดที่ฝังรากมานานกว่าศตวรรษ ข้อมูลจากการสืบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI และรายงานตรวจสอบนอมินีของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ชี้ชัดว่าทุนต่างชาติได้แผ่ขยายอิทธิพลกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่เว้นแม้แต่พืชเศรษฐกิจตัวรองอย่างส้มโอและกล้วยหอมทอง ขณะที่รายงานจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เริ่มตรวจพบความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ “เปิดทาง” ให้ทุนเหล่านี้สวมสิทธิ์ จนอธิปไตยทางอาหารของไทยเข้าขั้นวิกฤต

                              คำว่า “ล้ง” มีที่มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึงโรงสีหรือโกดัง   ให้ย้อนไปในสมัย ร.3 และ ร.4 ล้งไทยยุคแรกคือกลุ่มชาวจีนอพยพที่ได้รับสัมปทานเป็น “นายอากร” เก็บภาษีข้าวและน้ำตาลให้หลวง 

                            สาเหตุที่คนไทยในยุคนั้นไม่ตั้งล้งเอง เพราะระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานทำให้ขาดความต่อเนื่องทางธุรกิจ ผิดกับชาวจีนที่เป็นคนนอกระบบจึงก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวกลาง” ผูกขาดการค้ามานับร้อยปี และพัฒนาสู่การเป็น “มาเฟียผลไม้” ในปัจจุบันที่ทุนต่างชาติไหลบ่าเข้ามาสวมสิทธิ์ผ่านนอมินีคนไทยเพื่อคุมจุดยุทธศาสตร์ส่งออกเบ็ดเสร็จ

                          ในวันนี้ “สงครามล้ง” ปี 2569 ไม่ได้จำกัดแค่ ทุเรียน ที่ทุนต่างชาติคุมตลาดส่งออกไปแล้วกว่า 90% หรือ มะพร้าวน้ำหอม ในภาคกลางที่ถูกบีบราคาเหลือเพียงไม่กี่บาท แต่ทัพทุนต่างชาติกำลังยึดหัวหาดใหม่ในกลุ่มผลไม้และพืชไร่ครบวงจร

                           ข้อมูลจาก รายงานประจำปีของกรมวิชาการเกษตร และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธกส. ระบุถึงการขยายตัวสู่ ส้มโอทับทิมสยาม ในพิจิตร, มะม่วงน้ำดอกไม้ ในฉะเชิงเทรา และ ขนุน ในภาคตะวันออกที่ถูกตั้งโรงงานแปรรูปอบแห้งส่งกลับต่างประเทศแบบผูกขาด รวมถึงพืชเศรษฐกิจใหม่อย่าง กล้วยหอมทอง และ สับปะรด MD2 (สายพันธุ์พรีเมียมเนื้อทองที่ตลาดโลกต้องการสูงและเก็บได้นาน) ที่ใช้วิธีเช่าที่ดินแปลงใหญ่ปลูกเองผ่านชื่อนอมินีไทย โดยเริ่มลามไปถึงพืชไร่อย่าง มันสำปะหลัง และผลไม้ท้องถิ่นอย่าง เงาะ และ แก้วมังกร อีกด้วย

                           กลยุทธ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการพัฒนาสู่ “ล้งเถื่อน” และ “นอมินีดิจิทัล” บันทึกการตรวจสอบของ กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI พบพฤติกรรมใช้แอปพลิเคชันคุมชาวสวน ให้ลงทะเบียนรับเงินกู้และปุ๋ยยา แลกกับการทำสัญญาผูกขาดในราคาที่ล้งกำหนดเพียงผู้เดียว โดยมักตั้งหลบซ่อนเป็นโกดังในชุมชนเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ 

                          ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดยุทธศาสตร์เกษตรกว่า 200 แห่ง ที่มีคนไทยถือหุ้น 51% บังหน้า แต่เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน  กลับพบที่มาของทุนจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

                          สำหรับการแก้ปัญหา รัฐบาลต้องเลิกอ้างคำว่า “กลไกตลาด” แล้วสร้าง แพลตฟอร์มกลางตามแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมเกษตรกรไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศโดยตรง พร้อมให้ สำนักงาน ปปง. เข้าตรวจสอบเส้นทางเงินล้งนอมินีอย่างจริงจัง 

                         อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่กลับกลายเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม” ที่ถูกตั้งคำถามถึงพฤติกรรม “บริการประดุจพนักงานดีเด่น” ของล้งทุนต่างชาติ 

                        หลักฐานจากคดีสวมสิทธิ์ใบ GAP (Good Agricultural Practice) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ใบเซอร์สวน” คือใบรับรองมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรออกให้เพื่อยืนยันว่า ผลไม้จากสวนนี้สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้างตามมาตรฐานโลก  ในกรมวิชาการเกษตร ที่มีการสั่งลงโทษวินัยไปก่อนหน้านี้ และข้อมูลจาก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก.เกี่ยวกับการละเว้นตรวจสอบการเช่าช่วงที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ชี้ให้เห็นว่ามีการ “หลับตาข้างหนึ่ง” เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทับซ้อนและค่าธรรมเนียมพิเศษใต้โต๊ะ

                              หากวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังใช้ “ไม้เรียว” ตีเกษตรกรที่ออกมาร้องเรียน แทนที่จะใช้ฟาดฟันทุนนอมินีที่กินรวบทรัพยากรชาติ ตามหลักฐานราชการที่ปรากฏชัดแจ้ง อีกไม่นานเราอาจเห็นป้ายต่างชาติปักเด่นหราอยู่หน้าสวนผลไม้ทุกแห่ง โดยมีคนไทยนั่งพัดวีให้เจ้าของล้งในฐานะผู้ช่วยที่รัฐบาลภาคภูมิใจ หากไม่รีบสร้าง “ล้งไทยสายพันธุ์ใหม่” ภายในปี 2575 อธิปไตยทางอาหารของไทยอาจเหลือเพียงชื่อในหน้ากระดาษราชการเท่านั้น

2569-03-14  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...

ศรัทธาสั่นคลอน… แต่จิตวิญญาณไม่เคยทิ้ง “ศาสนา”

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 26 กันยายน  2569 วิกฤต “ผ้าเหลือง” เขย่าความเชื่อมั่น เมื่อโลกดิจิทัลทำให้ทุกความผิดถูกมองเห็น                          ข่าวพระภิกษุเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไปจนถึงคดีอาญา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อองค์กรสงฆ์ไทย...

ข่าวอื่นๆ

แห่ตุนสินค้า เพราะเห็นแก่ตัว…หรือไม่เชื่อรัฐบาล..?  

ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

อนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย

ฝนมา…ความเสียหายมาก่อน Cell Broadcast?  บททดสอบใหญ่ “ระบบเตือนภัย” เตือนทัน หรือช้าเกินไป

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 27 กันยายน  2569                                ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง...