วันอังคาร, เมษายน 21, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เผยแพร่

spot_img

บทเรียน 100 ปีที่ไทยยังพ่ายทางทุน

ชำแหละอาณาจักร 2569 กินรวบทุเรียน-มะพร้าว ยันพืชไร่ ตีแผ่กลไก “พนักงานรัฐดีเด่น” ที่ทำให้ไทยพ่ายทั้งระบบ

                            วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมและทุเรียนที่ตกต่ำไม่ใช่เพียงกลไกตลาด แต่คือผลพวงของประวัติศาสตร์การผูกขาดที่ฝังรากมานานกว่าศตวรรษ ข้อมูลจากการสืบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI และรายงานตรวจสอบนอมินีของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ชี้ชัดว่าทุนต่างชาติได้แผ่ขยายอิทธิพลกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่เว้นแม้แต่พืชเศรษฐกิจตัวรองอย่างส้มโอและกล้วยหอมทอง ขณะที่รายงานจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เริ่มตรวจพบความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ “เปิดทาง” ให้ทุนเหล่านี้สวมสิทธิ์ จนอธิปไตยทางอาหารของไทยเข้าขั้นวิกฤต

                              คำว่า “ล้ง” มีที่มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึงโรงสีหรือโกดัง   ให้ย้อนไปในสมัย ร.3 และ ร.4 ล้งไทยยุคแรกคือกลุ่มชาวจีนอพยพที่ได้รับสัมปทานเป็น “นายอากร” เก็บภาษีข้าวและน้ำตาลให้หลวง 

                            สาเหตุที่คนไทยในยุคนั้นไม่ตั้งล้งเอง เพราะระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานทำให้ขาดความต่อเนื่องทางธุรกิจ ผิดกับชาวจีนที่เป็นคนนอกระบบจึงก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวกลาง” ผูกขาดการค้ามานับร้อยปี และพัฒนาสู่การเป็น “มาเฟียผลไม้” ในปัจจุบันที่ทุนต่างชาติไหลบ่าเข้ามาสวมสิทธิ์ผ่านนอมินีคนไทยเพื่อคุมจุดยุทธศาสตร์ส่งออกเบ็ดเสร็จ

                          ในวันนี้ “สงครามล้ง” ปี 2569 ไม่ได้จำกัดแค่ ทุเรียน ที่ทุนต่างชาติคุมตลาดส่งออกไปแล้วกว่า 90% หรือ มะพร้าวน้ำหอม ในภาคกลางที่ถูกบีบราคาเหลือเพียงไม่กี่บาท แต่ทัพทุนต่างชาติกำลังยึดหัวหาดใหม่ในกลุ่มผลไม้และพืชไร่ครบวงจร

                           ข้อมูลจาก รายงานประจำปีของกรมวิชาการเกษตร และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธกส. ระบุถึงการขยายตัวสู่ ส้มโอทับทิมสยาม ในพิจิตร, มะม่วงน้ำดอกไม้ ในฉะเชิงเทรา และ ขนุน ในภาคตะวันออกที่ถูกตั้งโรงงานแปรรูปอบแห้งส่งกลับต่างประเทศแบบผูกขาด รวมถึงพืชเศรษฐกิจใหม่อย่าง กล้วยหอมทอง และ สับปะรด MD2 (สายพันธุ์พรีเมียมเนื้อทองที่ตลาดโลกต้องการสูงและเก็บได้นาน) ที่ใช้วิธีเช่าที่ดินแปลงใหญ่ปลูกเองผ่านชื่อนอมินีไทย โดยเริ่มลามไปถึงพืชไร่อย่าง มันสำปะหลัง และผลไม้ท้องถิ่นอย่าง เงาะ และ แก้วมังกร อีกด้วย

                           กลยุทธ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการพัฒนาสู่ “ล้งเถื่อน” และ “นอมินีดิจิทัล” บันทึกการตรวจสอบของ กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI พบพฤติกรรมใช้แอปพลิเคชันคุมชาวสวน ให้ลงทะเบียนรับเงินกู้และปุ๋ยยา แลกกับการทำสัญญาผูกขาดในราคาที่ล้งกำหนดเพียงผู้เดียว โดยมักตั้งหลบซ่อนเป็นโกดังในชุมชนเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ 

                          ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดยุทธศาสตร์เกษตรกว่า 200 แห่ง ที่มีคนไทยถือหุ้น 51% บังหน้า แต่เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน  กลับพบที่มาของทุนจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

                          สำหรับการแก้ปัญหา รัฐบาลต้องเลิกอ้างคำว่า “กลไกตลาด” แล้วสร้าง แพลตฟอร์มกลางตามแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมเกษตรกรไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศโดยตรง พร้อมให้ สำนักงาน ปปง. เข้าตรวจสอบเส้นทางเงินล้งนอมินีอย่างจริงจัง 

                         อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่กลับกลายเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม” ที่ถูกตั้งคำถามถึงพฤติกรรม “บริการประดุจพนักงานดีเด่น” ของล้งทุนต่างชาติ 

                        หลักฐานจากคดีสวมสิทธิ์ใบ GAP (Good Agricultural Practice) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ใบเซอร์สวน” คือใบรับรองมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรออกให้เพื่อยืนยันว่า ผลไม้จากสวนนี้สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้างตามมาตรฐานโลก  ในกรมวิชาการเกษตร ที่มีการสั่งลงโทษวินัยไปก่อนหน้านี้ และข้อมูลจาก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก.เกี่ยวกับการละเว้นตรวจสอบการเช่าช่วงที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ชี้ให้เห็นว่ามีการ “หลับตาข้างหนึ่ง” เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทับซ้อนและค่าธรรมเนียมพิเศษใต้โต๊ะ

                              หากวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังใช้ “ไม้เรียว” ตีเกษตรกรที่ออกมาร้องเรียน แทนที่จะใช้ฟาดฟันทุนนอมินีที่กินรวบทรัพยากรชาติ ตามหลักฐานราชการที่ปรากฏชัดแจ้ง อีกไม่นานเราอาจเห็นป้ายต่างชาติปักเด่นหราอยู่หน้าสวนผลไม้ทุกแห่ง โดยมีคนไทยนั่งพัดวีให้เจ้าของล้งในฐานะผู้ช่วยที่รัฐบาลภาคภูมิใจ หากไม่รีบสร้าง “ล้งไทยสายพันธุ์ใหม่” ภายในปี 2575 อธิปไตยทางอาหารของไทยอาจเหลือเพียงชื่อในหน้ากระดาษราชการเท่านั้น

2569-03-14  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

 10 ข้อควรรู้: เปิดแอร์หน้าร้อนยังไง… ให้เย็นฉ่ำและค่าไฟไม่พุ่ง!

เปิดแอร์อุณหภูมิเท่าไหร่ ประหยัดไฟที่สุด? ป้าดาแนะนำที่ 25-26 องศาเซลเซียส ค่ะ เป็นระดับที่ร่างกายกำลังสบายและคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากอยากเย็นกว่านี้ให้ใช้ "พัดลม" ช่วยเป่าจะเย็นขึ้นอีก 1-2 องศา

End Game ที่ควรจะเกิดขึ้น

อิหร่านจะเป็นฮีโร่ของโลกมุสลิม และของโลก หากสามารถปลดล็อคปัญหาเรื้อรังของตะวันออกกลางที่ City of London วางยาเอาไว้ได้

คนไทยหนุนโทษประหารคนโกง

คนไทยใครยังไม่หมดหวัง มาช่วยกันส่งเสียง ดันให้ถึงรัฐบาล "หนุนใช้โมเดล จีน,สิงคโปร์,เวียดนาม ออกกฎหมาย ปราบคอรัปชั่นขั้นเด็ดขาด(โกง=ประหาร)

ข่าวอื่นๆ

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

รื้อระบบ  “ฟรีวีซ่า” ตัดวงจร“ทุนเทา“  หรือทุบหม้อข้าว…ท่องเที่ยว ?

เดินหน้าเขย่านโยบายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ เตรียมชงมาตรการลดวันพำนัก "ฟรีวีซ่า" (Visa Exemption) จากเดิมที่เคยขยายให้ถึง 60 วัน กลับมาสู่มาตรฐานเดิมที่ 30 วัน เพื่อยกระดับความมั่นคงและคัดกรอง "นักท่องเที่ยวคุณภาพ"

รัฐถือ“ไม้เรียว” จัดระเบียบทุนพลังงาน   รื้อโครงสร้างราคา “หน้าโรงกลั่น”

ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีความชัดเจนและดุดันยิ่งขึ้นในการประกาศยุทธศาสตร์ “ไม่เกรงใจกลุ่มทุน”