อ่านยุทธศาสตร์กัมพูชาในสงครามข้อมูลข่าวสาร
เมื่อกัมพูชาขยายสมรภูมิรบ สู่การทูต สื่อ การรับรู้ของโลก
ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา กำลังเคลื่อนจากสนามปะทะทางทหารไปสู่สมรภูมิใหม่ที่ซับซ้อนกว่า นั่นคือ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” หลังสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงปารีสออกคำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งแม้จะอ้างถึงคำร้องเรียนของผู้โดยสารบางราย แต่ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า นี่คือการคุ้มครองพลเมืองตามปกติ หรือเป็นอีกจังหวะหนึ่งของยุทธศาสตร์การทูตเชิงข้อมูลในบริบทความขัดแย้งชายแดน
การเลือกสื่อสารผ่านสถานทูตในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสื่อ องค์กรระหว่างประเทศ และเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ไม่อาจมองได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ ในเชิงยุทธศาสตร์ การปล่อยข้อมูลในพื้นที่เช่นนี้ทำให้ข้อพิพาททวิภาคีถูกยกระดับเป็นประเด็นที่ “สังคมโลกควรรับรู้” แม้จะไม่มีการกล่าวโทษฝ่ายใดโดยตรง แต่เปิดพื้นที่ให้การตีความดำเนินไปในทิศทางที่สร้างแรงกดดันต่อไทยในเชิงภาพลักษณ์
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า นี่คือรูปแบบของ การทูตเชิงสาธารณะ ที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก เป้าหมายไม่ใช่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเชิงเทคนิค แต่คือการกำหนดกรอบการรับรู้ว่า ความขัดแย้งชายแดนกำลังส่งผลกระทบต่อพลเรือนและการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการดึงประเทศที่สามหรือมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลาง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสอดคล้องกับแบบแผนทางการเมืองที่ ฮุน เซน ใช้มาอย่างยาวนาน นั่นคือ การบริหารความขัดแย้งภายนอกควบคู่กับการค้ำจุนอำนาจภายในประเทศ
การยกระดับประเด็นสู่เวทีโลกในจังหวะที่เหมาะสม ช่วยจำกัดทางเลือกของคู่ขัดแย้ง และในขณะเดียวกันก็สร้างเหตุผลรองรับความจำเป็นของ “ความต่อเนื่องของอำนาจ” ภายใต้โครงสร้างเดิม ซึ่งตรรกะนี้ยังคงถูกถ่ายทอดมาสู่รัฐบาลปัจจุบัน แม้เครื่องมือจะเปลี่ยนไปจากอดีต
เมื่อหันกลับมามองฝั่งไทย สิ่งที่ปรากฏชัดจากการรายงานของสื่อสากลคือ การตอบสนองเชิงการสื่อสารที่ล่าช้าและไม่ต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีข้อมูลและข้อเท็จจริงจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ตรงไปตรงมากับการสื่อสาร แต่กลับไม่สามารถแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็น “เรื่องเล่า” ที่สื่อโลกเข้าใจ และนำเสนอซ้ำได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้พื้นที่การรับรู้ถูกครอบครองด้วยการสื่อสารของฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย
ในโลกการเมืองระหว่างประเทศยุคปัจจุบัน ความเงียบไม่ใช่ความเป็นกลาง และการไม่เล่าเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรื่องให้เล่า หากแต่เปิดทางให้ผู้อื่นเล่าแทน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ใครยิงกระสุนก่อน แต่อยู่ที่ใครอธิบายสถานการณ์ให้โลกเชื่อได้ก่อนต่างหาก
ในศตวรรษที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระสุน ความได้เปรียบไม่จำเป็นต้องมาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่อยู่ที่การเลือกเล่าเรื่องบางส่วนให้ถึงผู้ฟังก่อน และเล่าในพื้นที่ที่โลกตั้งใจฟังที่สุด
เพราะในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ความจริงอาจต้องใช้เวลา แต่การรับรู้มักตัดสินเกมไปแล้วครึ่งหนึ่ง
20/12/2568 “ชัยทัศน์“



