สมช. ยกระดับแผนอพยพรับมือฮอร์มุซวิกฤต
จับตาทองคำผันผวนหนัก-พาณิชย์คุมเข้มสินค้าฉวยโอกาส
โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงยืนยันภารกิจสังหาร “คาเมเนอี” และกลุ่มแคนดิเดตทายาทอำนาจอิหร่านแบบถอนรากถอนโคน ท่ามกลางปฏิกิริยาจากจีนและรัสเซียที่ยังคงสงบนิ่งไม่ขยับช่วยพันธมิตร ขณะที่รัฐบาลไทยขยับแผนเชิงรุกหลังประชุม สมช. เร่งบริหารจัดการสต็อกพลังงานสำรองและเตรียมเปิดเส้นทางอพยพคนไทย ด้านตลาดทองคำในประเทศปั่นป่วนหนัก ปรับราคาขึ้นรวดเดียวกว่า 2,000 บาท สอดรับความกังวลสถานการณ์โลกที่ยังไม่นิ่ง
เหตุการณ์โจมตีปลิดชีพผู้นำสูงสุดอิหร่านและว่าที่ผู้นำรุ่นใหม่หลายคนตามคำแถลงของสหรัฐฯ กลายเป็นความพยายาม “ล้างไพ่” ทางอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาคือการที่ “จีนและรัสเซีย” เลือกใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่ขยับกำลังพลหรือแสดงท่าทีแทรกแซงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่านี่อาจเป็นสัญญาณบีบให้เตหะรานต้องยอมรับสภาพความพ่ายแพ้ในสงครามระยะสั้นที่อาจจบลงภายใน 2 สัปดาห์ เนื่องจากโครงสร้างสั่งการล่มสลายและขาดพี่เลี้ยงหนุนหลังอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช. นัดสำคัญ โดยมีมติยกระดับแผนเผชิญเหตุขั้นสูงสุด 3 ด้านหลัก
ประการแรกคือ “แผนอพยพคนไทย” 7 หมื่นชีวิตในพื้นที่พิกัดอันตราย 210 เมือง โดยกระทรวงการต่างประเทศเตรียมใช้จอร์แดนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
ประการต่อมาคือ “ความมั่นคงพลังงาน” ที่สั่งการให้กระทรวงพลังงานเร่งจัดหาแหล่งพลังงานทดแทนจากภูมิภาคอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อลดความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และสุดท้ายคือ “การบริหารจัดการการค้า” โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้พุ่งสูงเกินความจริง
สำหรับสถานการณ์ตลาดทุนไทย ความผันผวนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี โดยราคาทองคำในประเทศมีการปรับเปลี่ยนราคาตลอดวันรวมถึง 42 ครั้ง และพุ่งขึ้นกว่า 2,000 บาทเศษในวันเดียว ส่งผลให้คนไทยแห่เข้าคิวยาวเหยียดที่เยาวราชเพื่อเก็งกำไรและกักเก็บสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความเห็นจากนายกสมาคมค้าทองคำที่มองว่า “หากสถานการณ์ลามปามจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ราคาทองคำอาจมีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งแตะระดับบาทละ 100,000 บาท” ซึ่งความเห็นดังกล่าวยิ่งโหมกระแสความตื่นตระหนกให้ประชาชนเร่งเข้าหาทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอน
ในมิติของการบินและการขนส่ง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเส้นทางบินใหม่ที่ต้องอ้อมน่านฟ้าสู้รบ แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะขยับขึ้นตามราคาตลาดโลก แต่การที่มหาอำนาจตะวันออกอย่างจีนและรัสเซียไม่โดดเข้าร่วมสังเวียน ทำให้ความเสี่ยงของการขยายวงสงครามถูกจำกัดวงไว้อยู่เพียงในคาบสมุทรตะวันออกกลางเท่านั้น
แผนการสำรองพลังงาน 60 วันของรัฐบาลไทยจึงยังคงอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ หากสงครามจบลงไวตามยุทธศาสตร์ “เด็ดหัว” ที่ไร้ผู้หนุนหลัง
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าอานุภาพขีปนาวุธในเตหะราน คือ “สัญชาตญาณ” ของเหล่าบรรดาพ่อค้าทองและสินค้าจำเป็นในไทย ที่ดูจะคาดการณ์ความพินาศของโลกได้ไวกว่าเรดาร์ของกองทัพ เสียตรงที่ราคาสินค้ามัก “พุ่งตัว” ไปรอรับข่าวก่อนที่น้ำมันหยดแรกจะเปลี่ยนราคาจริงเสียอีก ในขณะที่ประชาชนกำลังลุ้นว่าทองในมือจะพุ่งไปถึงแสนตามแรงยุหรือไม่ แต่ความจริงที่น่ากังวลคือราคาไข่ไก่และแก๊สหุงต้มที่ “ขึ้นแล้วลงยาก” ซึ่งเป็นสงครามปากท้องที่กัดกินเงินในกระเป๋าคนไทยรุนแรงกว่าความขัดแย้งของมหาอำนาจที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์
วิกฤตครั้งนี้คือบทพิสูจน์ความเฉียบคมของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านจาก “โหมดตื่นตระหนก” สู่ “โหมดบริหารความยั่งยืน” การที่จีนและรัสเซียเลือกนิ่งเฉยอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไฟสงครามมอดดับเร็วกว่าที่คิด รัฐบาลจึงต้องเร่งควบคุมไม่ให้ความตื่นตระหนกภายในประเทศกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้ฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจใช้เป็นช่องทางสูบเลือดประชาชน บทสรุปของสงครามครั้งนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ใครตายในตะวันออกกลาง แต่อยู่ที่ว่าใครจะรักษา “สติ” และ “ปากท้อง” ของคนไทยให้รอดพ้นจากกระแสข่าวลือที่รุนแรงกว่าความจริงได้ดีกว่ากัน
2569-03-03 “ชัยทัศน์”



