เมื่อวานนี้ เวทีดีเบตหัวหน้าพรรคและการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรค อาจดูคล้ายการแข่งขันประชันคารมที่ทุกฝ่ายต่างยืนยันว่า “พร้อมบริหารประเทศ” แต่สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว นี่ไม่ใช่รายการบันเทิงประจำวัน หากคือช่วงเวลาหายากที่นักการเมืองต้องตอบคำถามโดยไม่มีสคริปต์ยาวเหยียด และไม่สามารถหลบหลังป้ายหาเสียงได้อย่างเคย
เวทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกรอบเวลาที่ชัดเจน เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้ง สส.ไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ทุกพรรคต้องเร่งแสดง “ตัวตนทางนโยบาย” ต่อสาธารณะ การประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมกันของหลายพรรค สะท้อนว่า การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงแข่งขันเชิงผู้นำ มากกว่าการพึ่งพาเพียงฐานเสียงดั้งเดิมหรือโครงสร้างอำนาจเก่า
ในเชิงวิชาการ การดีเบตลักษณะนี้มีผลโดยตรงต่อพรรคการเมืองในอย่างน้อยสองมิติ
มิติแรก คือการสร้างความชัดเจนด้านอุดมการณ์และนโยบาย พรรคที่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และโครงสร้างรัฐได้อย่างเป็นระบบ จะได้เปรียบเหนือพรรคที่ยังคงใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ หรือพึ่งพาความนิยมส่วนบุคคลของผู้นำ
มิติที่สอง คือภาพลักษณ์ความพร้อมในการบริหาร ซึ่งสะท้อนผ่านท่าที การตอบคำถาม และความสามารถในการรับมือกับประเด็นอ่อนไหว
สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เวทีนี้ช่วยลดต้นทุนข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญ ผู้เลือกตั้งไม่จำเป็นต้องตีความจากป้ายหาเสียงหรือคำโฆษณาเพียงด้านเดียว แต่สามารถเปรียบเทียบจุดยืนของแต่ละพรรคในเวลาเดียวกัน นี่คือเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตยเชิงคุณภาพ ที่การตัดสินใจไม่ได้ตั้งอยู่บนความนิยมชั่วขณะ แต่ตั้งอยู่บนการรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายและตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงของการดีเบตและการเปิดตัวแคนดิเดต จะไม่วัดกันที่เสียงปรบมือในห้องส่ง แต่จะสะท้อนผ่านพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง หากพรรคการเมืองยังคงใช้เวทีดีเบตเป็นเพียงพื้นที่สร้างภาพ มากกว่าการสื่อสารนโยบายอย่างตรงไปตรงมา เวทีนี้ก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ที่สำคัญคือว่า หากประชาชนใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อตั้งคำถามและเลือกอย่างมีเหตุผล การดีเบตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยที่แข่งขันกันด้วยความคิด มากกว่าคำสัญญา
25/12/2568 “ชัยทัศน์“



