ไทยนิ่ง อาเซียนขยับ วิกฤติชายแดนยังไม่จบ
การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นสัญญาณความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา โดยทรัมป์ระบุในเวลาต่อมาว่าได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง และให้เหตุการณ์ที่มีทหารไทยเสียชีวิตจากการระเบิดเป็นเพียง “อุบัติเหตุ”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยืนยันว่า การสนทนาดังกล่าวไม่มีการพูดถึงข้อตกลงหยุดยิง และไม่อาจยอมรับคำอธิบายที่ลดทอนความรุนแรงของเหตุการณ์ลงเหลือเพียง“อุบัติเหตุ” ในเมื่อการสูญเสียเกิดขึ้นจากการปะทะในพื้นที่ชายแดนจริง
ท่าทีของไทยได้รับการย้ำชัดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ถ้อยแถลงของทรัมป์ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของการสนทนา และไทยยังคงอยู่ในสถานะป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์กลับตึงเครียดมากขึ้น เมื่อ ฮุน เซน มีคำสั่งไม่อนุญาตให้คนไทยราว 7,000 คน ที่ตกค้างอยู่ฝั่งกัมพูชา เดินทางกลับประเทศไทยผ่านด่านอรัญประเทศ การปิดด่านดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ถือว่าละเมิดสิทธมนุษยชน
ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น เมื่อ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะอาศัยเหตุการณ์ตึงเครียดนี้ เสนอให้ไทยและกัมพูชายุติการสู้รบและหยุดยิงภายในเวลา 22.00 น. ของคืน 13 ธันวาคม เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจาก นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งประกาศเห็นด้วยทันที เหมือนเตรียมการไว้ก่อน สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการแสดงท่าทีเปิดรับการเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศ หรืออาจมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนไว้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเสนอดังกล่าว ความนิ่งของไทยในจังหวะนี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธสันติภาพ แต่เป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจด้านความมั่นคงไม่อาจเกิดจากแรงกดดันหรือคำพูดของผู้นำโลกเพียงฝ่ายเดียว
ในทางปฏิบัติ การแผ่บทบาทของทรัมป์เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจทำให้เขาดูราวกับกำลัง “กางปีกผู้ไกล่เกลี่ย” เหนือภูมิภาคนี้ แต่สำหรับประเทศเล็กในพื้นที่จริง แม้จะเห็นว่าเสียงนั้นอาจดังไกล ทว่าความจริงบนพื้นดินยังเป็นสิ่งที่ต้องให้นานาประเทศรับฟังมากที่สุด
14/12/2568 “ชัยทัศน์“



