วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTประชาธิปไตย “แพงขึ้น” ทุกครั้งที่เข้าคูหา “เลือกตั้ง” “ประชามติ” ใช้งบภาษีเกือบ ...

ประชาธิปไตย “แพงขึ้น” ทุกครั้งที่เข้าคูหา “เลือกตั้ง” “ประชามติ” ใช้งบภาษีเกือบ 9,000 ล้าน 

เผยแพร่

spot_img

คำถามคือ เสียงประชาชนคุ้มค่าหรือไม่

   การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หากแต่เป็น “การลงทุนของรัฐ” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนในระดับสูงถึง 8,978,267,690 บาท ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า การไปใช้สิทธิ์หนึ่งวันของประชาชนไทย มีต้นทุนทางงบประมาณสูงลิ่ว และยิ่งสูงขึ้นทุกครั้งที่รัฐต้องการย้ำความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย

                                งบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาทดังกล่าว ไม่ใช่เงินที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.จัดหาเอง แต่เป็นเงินที่ รัฐบาลจัดสรรให้จาก “งบกลางของรัฐ” โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรี อนุมัติให้ กกต. ขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พศ. 2569 จากรายการ “เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ซึ่งเป็นงบเดียวกับที่ใช้รับมือภัยพิบัติและวิกฤตระดับประเทศ นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้ ถูกยกระดับให้เป็นภารกิจเร่งด่วนระดับชาติ

                             ในจำนวนงบทั้งหมดนี้ ยังรวมถึง งบสำหรับหน่วยงานสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งอีก 1,701,843,900 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายให้หน่วยงานราชการอื่น ๆ เช่น ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง และระบบเทคโนโลยี เพื่อให้หน่วยเลือกตั้งนับแสนแห่งทั่วประเทศสามารถเปิดปิดได้พร้อมกัน ตัวเลขก้อนนี้ตอกย้ำว่า การเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย กกต. เพียงองค์กรเดียว แต่ต้องใช้ “ทั้งระบบราชการ” มารองรับ

                              ขณะเดียวกัน ฝั่งการเมืองเองก็มีกรอบค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย ทั้งในระดับผู้สมัครและพรรคการเมือง แม้จะมีเพดานชัดเจนบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติ สังคมไทยรับรู้ตรงกันว่า การใช้เงินหาเสียงจริงมักสูงกว่าที่แจ้งไว้  เป็นกระบวนการกระจายเงินด้วยเท็คนิควิธีของผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ประชาชนพบเห็นมาตลอด อันเป็นที่มาของการตั้งคำถามต่อเนื่องถึงเงินนอกระบบและการซื้อเสียง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ไม่เคยปรากฏในบัญชีอย่างเป็นทางการ 

                              เม็ดเงินทางการเมืองที่สะพัดในช่วงเลือกตั้งจึงสูงกว่าตัวเลขตามกฎหมายหลายเท่าตัว

                              เมื่อรวมต้นทุนจากทั้งฝั่งรัฐที่ใช้งบประมาณโดยตรง กับต้นทุนจากฝั่งการเมืองที่ใช้เงินหาเสียง สังคมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลัง “จ่ายแพงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประชาธิปไตย” หรือไม่ และการลงทุนระดับหมื่นล้านบาทนี้ ได้สร้างคุณภาพของการเมือง ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้นจริงเพียงใด เพราะหากผลลัพธ์ยังวนกลับไปสู่ความขัดแย้งและข้อครหาซ้ำเดิม เงินภาษีเหล่านี้อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า

                            ท้ายที่สุด การเลือกตั้งและประชามติไม่ควรถูกมองเพียงว่า “จัดให้เสร็จตามกฎหมาย” แต่ต้องถูกตั้งคำถามเชิงคุณค่า ว่าเสียงของประชาชนที่รัฐทุ่มงบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาทเพื่อรองรับนั้น ได้รับการเคารพและนำไปใช้จริงเพียงใด เพราะหากประชาชนยังรู้สึกว่าเสียงของตนไม่เปลี่ยนแปลงอะไรได้ การใช้เงินสำรองของประเทศกับกระบวนการประชาธิปไตย ก็อาจเหลือเพียงพิธีกรรมราคาแพง มากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมไทย

2569-01-19  “ชัยทัศน์“

ข่าวล่าสุด

เรื่องสั้น     “ตุ๊กตา”

มันนั่งอยู่ตรงนั้น ….! บนโต๊ะไม้เนื้อเก่ากลางห้องนั่งเล่น ร่างพลาสติกซีดเซียวของมันไม่ได้โดดเด่นอะไรนักหากมองเผินๆ แต่เมื่อใดที่สายตาของผมปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้น… !

“นิปาห์” มฤตยูเงียบจ่อประชิดชายแดน! สธ. ยกระดับด่านกักกันโรคขั้นสูงสุด

อย่าปล่อยให้ความเงียบงันหลอกตาว่าเราปลอดภัย! ในขณะที่ไทยยังคงเป็น “ไข่แดง” ที่ไร้ผู้ติดเชื้อ แต่ไวรัสนิปาห์กลับส่งสัญญาณเตือนผ่านรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

ไม่น่าเชื่อ!!ระหว่างไข่ต้มกับไข่เจียว เมื่อเรากินเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนไปแตกต่างกันแบบนี้นี่เอง!!

ไม่น่าเชื่อ!!ระหว่างไข่ต้มกับไข่เจียว เมื่อเรากินเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนไปแตกต่างกันแบบนี้นี่เอง!!

ผมซื้อเองทุกเรือนนะ ไม่ได้ยืมเพื่อน..

ธรรมนัส อยู่ก๊กไหน หัวหน้าตายหมด และกล้าธรรมคือแผลผุกร่อนของการเมืองไทย การเมืองไทยมีสุภาษิตใหม่ที่ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ แต่ทุกคนรู้กันดีว่า ธรรมนัสอยู่ก๊กไหน หัวหน้าตายหมด

ข่าวอื่นๆ

“นิปาห์” มฤตยูเงียบจ่อประชิดชายแดน! สธ. ยกระดับด่านกักกันโรคขั้นสูงสุด

อย่าปล่อยให้ความเงียบงันหลอกตาว่าเราปลอดภัย! ในขณะที่ไทยยังคงเป็น “ไข่แดง” ที่ไร้ผู้ติดเชื้อ แต่ไวรัสนิปาห์กลับส่งสัญญาณเตือนผ่านรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

สยบแลนด์สไลด์  บีบ “เพื่อไทย” สยบใต้ปีก !

ในสมการอำนาจที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 8 กพ. เมื่อพรรคภูมิใจไทยที่ผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 จับมือกับพรรคเพื่อไทยที่ยอมรับสถานะอันดับ 3 ฝ่ายที่ "ได้" ไปเต็ม ๆ คือภูมิใจไทย เพราะไม่เพียงแต่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังได้ "เกราะป้องกัน" จากขั้วประชาธิปไตยเดิมผ่านชื่อของเพื่อไทย

อย่าให้ใครเรียก …“สยาม…เมืองส่วย !”  เมื่อทุนเทา-สแกมเมอร์ ขี่คออำนาจรัฐ

เมื่อคำว่า "ตอ" แข็งแกร่งกว่า "กฎหมาย" และ "สายอินเทอร์เน็ต" ข้ามโขงยาวไกลกว่า "สายตาผู้ตรวจสอบ" ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ยอดเหยื่อสแกมเมอร์ที่พุ่งสูง แต่คือความเชื่อมั่นของประเทศที่พังทลายจนฉุดไม่อยู่