ปัญหา“ประชากร” …ใครคือเจ้าภาพ ?
เกิดน้อย-ตายมาก-แรงงานหด ประเทศกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน !
โครงสร้างประชากรเปลี่ยนเร็วกว่าแผนรัฐ อัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนต่อเนื่องกว่า 20 ปี ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และจำนวนแรงงานลดลงทุกปี
ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เงียบแต่ลึก อัตราการเกิดลดต่ำต่อเนื่อง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แรงงานวัยทำงานหดตัว และครัวเรือนคนเดียวขยายตัวชัดเจน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สถานการณ์รุนแรงแค่ไหน” หากแต่คือ “ใครเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบภาพรวมของปัญหานี้”
ตัวเลขหนึ่งอาจอธิบายทุกอย่างได้ชัดกว่าคำพูดใด ๆ ประเทศที่เคยมีเด็กเกิดปีละกว่าล้านคน วันนี้เหลือไม่ถึงครึ่ง และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรราว 66 ล้านคน แต่อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยต่ำกว่า 2.1 มานานกว่า 20 ปี ค่า 2.1 หมายถึงระดับที่ผู้หญิงหนึ่งคนต้องมีบุตรเฉลี่ยอย่างน้อย 2 คน เพื่อให้ประชากรรุ่นลูกมีจำนวนใกล้เคียงกับรุ่นพ่อแม่ และทำให้จำนวนประชากรโดยรวมไม่ลดลง หากอัตรานี้ต่ำกว่าระดับดังกล่าว ประเทศจะค่อย ๆ มีประชากรรุ่นใหม่ลดลงตามลำดับ
ปัจจุบันค่า TFR ของไทยอยู่ใกล้ระดับ 1.0 หมายความว่า ผู้หญิงหนึ่งคนมีบุตรเฉลี่ยเพียง 1 คน ซึ่งไม่เพียงพอทดแทนประชากรรุ่นก่อนหน้า ปีล่าสุดมีเด็กเกิดประมาณ 462,000 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 571,000 คน ทำให้เกิดภาวะ “ตายมากกว่าเกิด” อย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้จำนวนประชากรโดยรวมเริ่มหดตัวตามธรรมชาติ
ในเวลาเดียวกัน สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว และกำลังเคลื่อนตัวไปสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในเวลาไม่นาน ขณะที่จำนวนแรงงานวัยทำงานลดลงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อกำลังการผลิต เศรษฐกิจ และฐานภาษีของประเทศ อีกด้านหนึ่ง ครัวเรือนคนเดียวเพิ่มจำนวนขึ้นชัดเจน สะท้อนรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งจากการแต่งงานช้าลง มีบุตรน้อยลง หรือเลือกใช้ชีวิตลำพัง
โครงสร้างประชากรไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสังคม แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจระยะยาว หากแรงงานลดลงแต่ผู้พึ่งพิงเพิ่มขึ้น ภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการจะสูงขึ้น ขณะที่รายได้ภาษีจากแรงงานกลับลดลง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชีย หลายประเทศเผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่ได้จัดทำนโยบายระยะยาวรองรับอย่างจริงจัง ทั้งมาตรการสนับสนุนการมีบุตร การพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และการวางแผนรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยมี “หน่วยงานเจ้าภาพหลัก” ที่มองภาพรวมทั้งระบบหรือไม่ หรือปัญหานี้ยังคงกระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ โดยขาดศูนย์กลางการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์
ปัญหาประชากรไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแบบน้ำท่วมฉับพลัน ไม่ใช่วิกฤตที่เห็นควันไฟลอยขึ้นฟ้า จึงอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แต่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป คือคลื่นใต้น้ำที่ค่อย ๆ กัดเซาะฐานรากของประเทศ
เมื่อทุกหน่วยงานมีภารกิจของตนเอง แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพภาพรวม คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมเด็กเกิดน้อยลง” หากแต่อาจต้องถามด้วยความสุภาพว่า “ใครกันแน่ที่รับผิดชอบอนาคตประชากรของประเทศนี้”
เพราะในที่สุด ตัวเลขไม่เคยโต้เถียงกับใคร แต่ตัวเลขย่อม “สะท้อน” ความจริงเสมอ
2569-02-20 “ชัยทัศน์”



