INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
รายงานวิเคราะห์ชี้ทางรอดกระทรวงดีอี ต้องเลิกทุ่มเงินสร้างระบบแข่งกับ “ของฟรี” แล้วเปลี่ยนงบประมาณมาทวงคืนอธิปไตยเศรษฐกิจฐานราก
ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและย่านค้าส่งในตำนานอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ และโบ๊เบ๊ กำลังเผชิญภาวะ “ปฏิวัติเงียบ” จนร้านค้าดั้งเดิมล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตาจากการทะลักของสินค้าราคาถูกข้ามชาติ เม็ดเงินในกระเป๋าของคนไทยกลับไม่ได้ลดน้อยลง ทว่ามันกำลังหลั่งไหลผ่าน “ทางด่วนดิจิทัล” สู่แพลตฟอร์ม E-Commerce ยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของตลาดนัดลอยฟ้า กวาดมูลค่าการซื้อขายสะพัดทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมสารพัดขนออกนอกประเทศปีละนับแสนล้านบาท โดยที่ผู้ประกอบการไทยไม่มีกติกาที่เท่าเทียมในการวิ่งแข่งเรื่องราคากับโรงงานต่างแดนได้เลย
ในมุมมองกลับกัน ท่ามกลางเสียงครวญของพ่อค้าแม่ค้าไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับกำลังเดินหน้าโครงการ “THAI AI Passport” มูลค่าสูงลิ่วกว่า 1,600 ล้านบาท จนเผชิญมรสุมคำถามครั้งใหญ่จากทั้งในสภา สื่อมวลชน และโลกโซเชียล ประเด็นใจกลางที่สังคมตั้งข้อสงสัยพุ่งเป้าไปที่ความคุ้มค่าเชิงวิทยาการคอมพิวเตอร์ว่า ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกเปิดให้ใช้งานฟรีและเข้าถึงได้ทันทีอย่างไร้ขีดจำกัด เหตุใดภาครัฐจึงยังเลือกทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างระบบขึ้นมาใหม่ และโมเดลราคาพันล้านตัวนี้มีความจำเป็นในมิติใดที่ตอบโจทย์วิกฤตปากท้องของคนในชาติ
หากผ่าพิสูจน์ในเชิงเทคนิค ข้ออ้างเดียวที่ระบบราคาพันล้านจะถูกยกขึ้นมาอ้างว่า “ดีกว่า” ของฟรีในตลาด คือมิติของอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และการเชื่อมข้อมูลปิดของรัฐ แต่ในมุมมองของเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ ข้ออ้างนี้เริ่มถูกโต้แย้งอย่างหนักด้วยข้อเท็จจริงของนวัตกรรมยุคใหม่ เพราะปัจจุบัน AI ประเภท Open-source ที่เก่งกาจระดับโลกและเปิดให้ใช้ฟรี สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งและปรับแต่ง (Fine-tuning) บนเซิร์ฟเวอร์ปิดได้ทันที การเลือกสร้างระบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ จึงเป็นแนวทางที่ขัดกับหลักการบริหารต้นทุนอย่างสิ้นเชิง และทำให้สังคมอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เงินก้อนนี้ควรถูกเปลี่ยนทิศมาสร้าง “National E-Commerce Platform” เพื่อช่วยร้านค้าไทยจากสงครามทุนต่างชาติจะคุ้มค่ากว่าหรือไม่
เมื่อหันไปพิจารณาแนวทางของต่างประเทศ จะพบว่ารัฐบาลในกลุ่มประเทศผู้นำเทคโนโลยีไม่ได้มุ่งเน้นการทุ่มเงินแข่งสร้างระบบขึ้นมาใหม่เพื่อความโก้หรู เช่น สิงคโปร์ที่เลือกใช้โมเดลแบบ “ไฮบริด” (Hybrid Model) นำระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงในตลาดโลกมาร่วมมือและพัฒนาต่อยอดเฉพาะส่วนราชการ ใช้งบประมาณเพียงเศษเสี้ยวแต่ได้ความเร็วในการใช้งานทันที เงินส่วนที่เหลือจึงสามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนและปกป้องผู้ประกอบการท้องถิ่นในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ตรงกันข้ามกับ Terms of Reference หรือ ขอบเขตของงาน. ของกระทรวงดีอีในปัจจุบันที่ดูเหมือนจะจำกัดศักยภาพของเทคโนโลยีจนน่าเคลือบแคลง
หากรัฐบาลกล้าที่จะพลิกเงื่อนไขใน TOR เปลี่ยนงบประมาณ 1,600 ล้านบาทบางส่วนหรือทั้งหมด มาสร้างแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์แห่งชาติ ข้อได้เปรียบเดียวที่รัฐสามารถมอบให้เพื่อสู้กับยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้ ไม่ใช่การอัดฉีดเงินทำสงครามราคา แต่คือการชูจุดขายเรื่อง “ค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม” (Fair Fee) โดยการเว้นสิทธิ์หรือเก็บค่าตั๋วผ่านทางดิจิทัลจากพ่อค้าแม่ค้าไทยในอัตราต่ำเป็นพิเศษ พร้อมเชื่อมโยงระบบขนส่งของไปรษณีย์ไทยเพื่อลดต้นทุน Logistics ซึ่งจะช่วยดันให้สินค้าจากย่านค้าส่งดั้งเดิมของไทยกลับมามีเนื้อมีหนังและแข่งขันได้อีกครั้ง
อดีตอันซ้ำซากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลมักจบลงที่การจัดสัมมนาฝึกอบรมพาแม่ค้าไทยไปหัดไลฟ์สดขายของที่รับมาจากต่างแดน บนแพลตฟอร์มของต่างชาติ ซึ่งสุดท้ายก็เปรียบเสมือนการสอนให้คนไทยจ่ายค่าเช่าแผงลอยฟ้าให้ทุนนอกเก่งขึ้นเท่านั้น และหากโครงการ 1,600 ล้านบาทของกระทรวงดีอียังคงติดกับดักอยู่กับการทำแอปพลิเคชันแจกแต้มหรือระบบ AI ที่ทำงานได้ช้ากว่าของฟรีในท้องตลาด วันข้างหน้าเราอาจเหลือเพียงสถิติตัวเลขประชากรที่ติดอยู่ในระบบราชการดิจิทัล แต่ต้องเช่าผืนแผ่นดินของต่างชาติเพื่อทำมาหากินจนพังทลายกันทั้งระบบ
ข้อถกเถียงในโครงการ THAI AI Passport และเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การขัดขวางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่คือการทวงถามถึง “ธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยี” (Technology Governance) ที่ต้องการให้รัฐฟังเสียงรอบข้าง ก้าวข้ามวิธีคิดแบบระบบราชการยุคเก่า แล้วตื่นมารับรู้ความจริงว่าสมรภูมิพานิชย์อิเล็กทรอนิกส์ล้านล้านบาทกำลังถูกต่างชาติยึดเบ็ดเสร็จ
ตราบใดที่กระทรวงดีอียังไม่สามารถปรับเปลี่ยนนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความอยู่รอดของคนในชาติ โครงการนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงงบประมาณที่สูญเปล่า แทนที่จะถูกใช้ทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง
#THAI AI Passport##INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#กระทรวงดีอี



