สภาวะความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยในช่วงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมาขยายตัวสู่ความเปราะบางระดับโครงสร้างพรมแดน ตั้งแต่พื้นที่รัฐคะยาเรื่อยมาจนถึงภาคตะวันตก การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้มีวิถีกระสุนล้ำแดนเข้ามายังเขตไทยในพื้นที่ อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังให้เข้มข้นขึ้นในทุกมิติเพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตของประชาชน
จุดที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ การประกาศสถาปนาพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ในนาม “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) โดย พล.อ. เนอดา เมียะ ทายาททางการเมืองของนายพลโบเมียะ ซึ่งตั้งอยู่ประชิดชายแดนไทยเพียงชั่วลำน้ำ การถือกำเนิดของกลุ่มอำนาจใหม่นี้ไม่เพียงแต่ท้าทายรัฐบาลทหารเมียนมา แต่ยังสร้างโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนให้กับการต่างประเทศของไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต้องบริหารจัดการกลุ่มอิทธิพลที่เกิดขึ้นชิดรั้วบ้าน ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความมั่นคงและการค้าชายแดนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความพยายามสถาปนาเอกราชครั้งนี้กลับเผชิญแรงเสียดทานอย่างหนักจากภายในกลุ่มชาติพันธุ์เอง โดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) องค์กรนำหลักได้ออกแถลงการณ์ยืนยัน “ไม่ยอมรับ” สถานะของรัฐใหม่นี้ พร้อมระบุว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวที่ขาดฉันทามติจากสภาปฏิวัติกะเหรี่ยง รอยร้าวระหว่างอุดมการณ์เดิมของ KNU กับแนวทางของทายาทโบเมียะ คือตัวแปรสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความขัดแย้งภายในนี้อาจนำไปสู่การแย่งชิงพื้นที่อิทธิพลชิดชายแดนไทย ซึ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้ทวีความรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดบริเวณชายแดนตะวันออกไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ความเปราะบางในเขตพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนและความเคลื่อนไหวตามแนวพรมแดน จ.ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบทิศทาง การบริหารจัดการความมั่นคงในลักษณะ “สองแนวรบ” เช่นนี้ บีบให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินนโยบายด้วยความขรึมชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวกลายเป็นวิกฤตภูมิภาค
ในเชิงยุทธศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่าไทยต้องปรับเปลี่ยนจากการทูตเชิงรับสู่การใช้ Smart Power ที่บูรณาการทั้งความมั่นคงและการบริหารจัดการมนุษยธรรม การกำหนด “เส้นแบ่งอธิปไตยที่แตะต้องไม่ได้” ต้องทำอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการเร่งใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อขีดเส้นแบ่งปัญหาให้ขาดจากกัน ลดการใช้กำลังทหาร และใช้มาตรการทางเศรษฐกิจชายแดนเป็นตัวกลางในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว
ประเทศไทยในนาทีนี้ ต้องยืนหยัดในฐานะ “ผู้นำที่สุขุมแต่มีอำนาจต่อรอง” การเกิดขึ้นของความไม่แน่นอนข้างพรมแดนคือสัญญาณว่าเราต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติให้เท่าทันต่อภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป อธิปไตยของไทยไม่ได้อยู่แค่การรักษาเส้นเขตแดนบนแผนที่ แต่คือการบริหารจัดการความขัดแย้งรอบข้างให้จบลงโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และการตัดสินใจในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดบทบาทของไทยในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ
2569-01-24 “ชัยทัศน์“



