หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“มาเฟีย-ล้ง..”  กับ..“มะพร้าวน้ำหอม”  สัญญาณชีพ..ต่ำสิบ เมื่อกำไรของแผ่นดินถูกเชือดทิ้ง !

“มาเฟีย-ล้ง..”  กับ..“มะพร้าวน้ำหอม”  สัญญาณชีพ..ต่ำสิบ เมื่อกำไรของแผ่นดินถูกเชือดทิ้ง !

เผยแพร่

spot_img

วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมดิ่งเหวเหลือลูกละ 2-3 บาท คือภาพสะท้อนความล้มเหลวของโครงสร้างการค้าเกษตรไทยที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มอิทธิพล แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตอย่างงดงามในตลาดโลก แต่เม็ดเงินมหาศาลกลับไหลไปกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่ม “ล้ง-นอมินี” และคนกลาง ขณะที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจนถึงขั้นโค่นต้นทิ้ง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของราคาสินค้าตกต่ำ แต่คือการปล้นสะดมความมั่งคั่งจากฐานรากที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบภายใต้เงาของกฎหมาย

                        ในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างราชบุรีและสมุทรสาคร แหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ดีที่สุดในโลก วันนี้ชาวสวนต้องน้ำตาตกเมื่อราคาหน้าสวนถูกกดต่ำลงมาอยู่ที่ลูกละ 2 บาทเศษ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่ 4-5 บาทไปไกลลิบ สวนทางกับสถิติการส่งออกที่ยังคงมียอดสั่งซื้อนับหมื่นล้านบาทต่อปี ความผิดปกติทางตัวเลขนี้สะท้อนว่า “มีรูรั่ว” ขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานที่สูบเอาความมั่งคั่งของเกษตรกรไปไว้ในกระเป๋าของคนกลาง

                           ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเงิน แต่กำลังนำไปสู่การสูญเสียพันธุกรรมพืชเศรษฐกิจ เกษตรกรรายย่อยเริ่ม “โค่นต้นมะพร้าวทิ้ง” เพื่อหนีหนี้สิน เพราะยิ่งดูแลยิ่งขาดทุน ค่าแรงสอยและค่าขนส่งปัจจุบันแทบจะเท่ากับราคาขายจริง เมื่อต้นทางล่มสลาย อุตสาหกรรมแปรรูปและส่งออกที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศก็จะขาดแคลนวัตถุดิบคุณภาพในระยะยาว ส่งผลให้แชมป์ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมของไทยต้องสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                           สาเหตุที่ราคาขยับขึ้นไม่ได้ ไม่ได้มาจากกลไกตลาดเสรี แต่มาจากระบบ “ฮั้วราคา” ของกลุ่มที่เรียกกันว่า “มาเฟีย-ล้ง” ซึ่งปัจจุบันมีทุนข้ามชาติแฝงตัวผ่านนอมินีเข้ามาควบคุมเบ็ดเสร็จ กลุ่มคนเหล่านี้มีอิทธิพลพอที่จะปิดกั้นการเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย กำหนดราคาให้ตายตัวทั่วทั้งโซน และใช้วิธี “ดึงเรื่อง” ไม่เข้าเก็บผลผลิตจนมะพร้าวแก่คาต้น เพื่อบีบให้ชาวสวนต้องยอมคุกเข่าขายในราคาที่พวกเขาต้องการ

                            ข้อมูลจากการสำรวจราคาขายปลีกในมหานครใหญ่ของจีนอย่างเซี่ยงไฮ้และกวางโจว พบว่ามะพร้าวน้ำหอมไทย (Thai Young Coconut) ยังคงครองสถานะพรีเมียม โดยมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 12-25 หยวน หรือประมาณ 60-125 บาท ขึ้นอยู่กับช่องทางการจำหน่ายและคุณภาพ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาหน้าสวนที่ล้งรับซื้อเพียงลูกละ 2-3 บาท จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างมหาศาลกว่า 30-40 เท่า แม้จะหักลบต้นทุนค่าขนส่งต่อเนื่องและภาษีนำเข้าแล้ว ผลกำไรส่วนใหญ่ก็ยังคงตกค้างอยู่ในมือของกลุ่มล้งนอมินีและผู้กระจายสินค้าในจีนที่สามารถควบคุมช่องทางจำหน่ายหลักไว้ได้เกือบทั้งหมด ทิ้งให้เกษตรกรไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตต้นทาง แบกรับภาระการผลิตที่ขาดทุนเพียงลำพัง

                              หน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ต้องเลิกแก้ไขปัญหาด้วยการ “ตั้งโต๊ะรับซื้อ” แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ต้องหันมาบังคับใช้กฎหมายกับ “ล้งเถื่อน” และ “นอมินี” อย่างจริงจัง การแก้ไขที่ได้ผลต้องทำผ่านการจัดตั้งสหกรณ์ที่เข้มแข็งเพื่อรวมกลุ่มขายโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง และการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ  เพื่อให้มั่นใจว่าราคาส่งออกที่สูงลิ่วในจีนนั้น มีการแบ่งปันผลประโยชน์กลับมาถึงคนปลูกอย่างเป็นธรรม

                            ททว่าอุปสรรคสำคัญคือ “เส้นสาย” ที่โยงใยไปถึงผู้มีบารมีในพื้นที่และข้าราชการบางกลุ่มที่หลับตาข้างหนึ่งเพื่อรับเศษเงินส่วย แลกกับการปล่อยให้มาเฟียเหล่านี้กดขี่เกษตรกร การจะทลายระบบล้งนอมินีจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่ไม่เคยถูกแตะต้อง ตราบใดที่กฎหมายยังแพ้ “ค่าต๋ง” หน้าสวนมะพร้าว ความมั่งคั่งของไทยก็จะถูกลักลอบส่งออกไปพร้อมกับกำไรของทุนต่างชาติ

                               เป็นเรื่องที่ประหลาดอย่างยิ่ง ที่กลไกการตรวจสอบอันเข้มงวดของรัฐไทยมักจะทำงานได้อย่างดีเยี่ยมกับร้านค้าเล็กๆ หรือคนทำมาหากินสุจริต แต่กลับ “มองไม่เห็น” ความผิดปกติของล้งขนาดใหญ่ที่คุมชะตากรรมคนทั้งจังหวัด หรืออาจเป็นเพราะน้ำมะพร้าวน้ำหอมนั้นมีความหวานชื่นใจเป็นพิเศษ จนทำให้ผู้มีอำนาจบางท่านเคลิบเคลิ้มไปกับคำชี้แจงด้านเดียวของกลุ่มทุน จนลืมไปว่ารสชาติที่หวานล้ำในแก้วแชมเปญของกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มนั้น แท้จริงแล้วคือรสชาติของน้ำตาและหยาดเหงื่อของเกษตรกรที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในราคาเพียงลูกละ 2 บาท

                             สุดท้ายนี้ หากรัฐบาลยังปล่อยให้มะพร้าวน้ำหอมกลายเป็นสมบัติของมาเฟียล้ง   คงอีกไม่นานคำว่า “พืชเศรษฐกิจแสนล้าน” ก็จะเหลือเพียงตำนานที่เล่าขานกันในวันที่เราต้องนำเข้าน้ำมะพร้าวจากเพื่อนบ้านมาดื่มแทน ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “ผ่าตัด” ระบบคนกลางให้สิ้นซาก ก่อนที่มะพร้าวทุกลูกจะกลายเป็นเครื่องหมายของความล้มเหลวในการจัดการประเทศ

2569-03-01    “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

7 ชั่วโคตร..จากถนน  “ธนบุรี-ปากท่อ” สู่ “พระราม 2”

ส้นทางคมนาคมขนส่งสายหลักลงสู่ภาคใต้ หรือทางหลวงหมายเลข 35 ที่รู้จักกันในนาม "ถนนพระราม 2" กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง จากกรณีอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวอื่นๆ

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

7 ชั่วโคตร..จากถนน  “ธนบุรี-ปากท่อ” สู่ “พระราม 2”

ส้นทางคมนาคมขนส่งสายหลักลงสู่ภาคใต้ หรือทางหลวงหมายเลข 35 ที่รู้จักกันในนาม "ถนนพระราม 2" กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรง จากกรณีอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง