หน้าแรกINSIDE - INSIGHT รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

 รัฐให้ ข้าราชการ “หัวโต-ตัวลีบ“ เออลี่-รีไทร์  กับดักงบประจำ 70% ที่แก้ไม่ตก หากไม่ยอมปรับลดตำแหน่งบริหารซ้ำซ้อน

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE

ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

โดย-  “ชัยทัศน์”

จับตามาตรการลดขนาดกำลังคนปี 2570 อาจกลายเป็นเพียงกลไกผลักไสคนเก่งระดับปฏิบัติการออกจากระบบ ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างส่วนบนที่ไร้ภารกิจเชื่อมโยงประชาชน

                              นโยบายเร่งรัด “เออลี่รีไทร์” ข้าราชการภายในปีงบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ถูกส่งสัญญาณออกมาในฐานะมาตรการสำคัญเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการคลัง หลังพบว่างบรายจ่ายประจำในส่วนของเงินเดือน สวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด 

                            นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ต่างแสดงความกังวลว่า มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการประชาชนทันที หากรัฐบาลเลือกตัดลดเพียงจำนวนบุคลากรในระดับปฏิบัติการด้านล่าง แต่ยังคงปล่อยให้โครงสร้างสไตล์ปิรามิดกลับด้านของตำแหน่งบริหารที่ซ้ำซ้อนและไร้ภารกิจเชื่อมโยงกับประชาชน ขยายตัวต่อไปในระบบราชการไทย

                            แก่นแท้ของความท้าทายด้านงบประมาณบุคลากรภาครัฐ ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นการขยายลำดับขั้นการบังคับบัญชาในระดับบริหาร ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าเนื้องานจริง โครงสร้างราชการไทยในปัจจุบันมักถูกออกแบบให้มีการจัดตั้งหน่วยงานย่อยเพื่อรองรับตำแหน่งบริหารระดับสูง โดยไม่มีความสัมพันธ์เชิงสัดส่วนกับปริมาณและคุณภาพของงานที่ส่งมอบให้แก่ประชาชน เรียกกันติดปากว่า   “หัวโต ตัวลีบ“ ปรากฏการณ์การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนบน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหน้างานขาดอำนาจในการตัดสินใจ ขณะที่กระบวนการอนุมัติอนุญาตต้องผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการบริหารที่สูงเกินความจำเป็นโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการสาธารณะ

                               ตัวอย่างที่สะท้อนความซ้ำซ้อนของโครงสร้างได้อย่างชัดเจน คือระบบบริหารจัดการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีบุคลากรรวมประมาณ 230,000 นาย ทว่าในความเป็นจริง ภารกิจหลักในการบริการประชาชนเกือบทั้งหมด เกิดขึ้นและสิ้นสุดกระบวนการที่ “สถานีตำรวจ” ซึ่งมีอยู่จำนวน 1,484 สถานีทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในสถานีตำรวจจึงเป็นผู้แบกรับภาระงานที่แท้จริง ข้อสังเกตเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ตำแหน่งบริหารและหน่วยงานระดับกลางจนถึงระดับสูงที่ตั้งอยู่เหนือระดับสถานีตำรวจขึ้นไป มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดในการสนับสนุนการทำงานหน้างาน ในเมื่อโครงสร้างส่วนบนเหล่านั้นมักทำหน้าที่เพียงกำกับดูแล สั่งการ หรือผ่านหนังสือราชการ ซึ่งบางครั้งกลายเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

                               เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐในระดับสากลอย่าง “สิงคโปร์” จะพบแนวทางการบริหารจัดการที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง สิงคโปร์มีข้าราชการพลเรือนอยู่ประมาณ 86,000 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประชากร โครงสร้างรัฐบาลสิงคโปร์มุ่งเน้นการทำ Delayering หรือการลดชั้นการบังคับบัญชาให้สั้นที่สุด ควบคู่กับการกระจายอำนาจเด็ดขาดให้จบที่หน้างาน โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศคอยควบคุมความโปร่งใส ระบบงานตำรวจของสิงคโปร์ไม่ได้เน้นการเพิ่มบุคลากรสายอำนวยการเชิงนโยบาย แต่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดอัจฉริยะและระบบฐานข้อมูลกลาง ส่งผลให้องค์กรมีขนาดกระชับแต่สามารถส่งมอบผลลัพธ์การบริการที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือสูงกว่า

                              ความเสี่ยงของการเร่งรัดโครงการ Early Retirement ในปี 2570 โดยขาดการวิเคราะห์เชิงลึก คือสภาวะสมองไหล (Brain Drain) หากหน่วยงานภาครัฐตั้งเป้าหมายการลดงบประมาณโดยยึดเพียงตัวเลขจำนวนคน ข้าราชการระดับปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูงและมีทางเลือกในตลาดแรงงานภาคเอกชน มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ตัดสินใจออกจากระบบ ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ ปริมาณงานเท่าเดิมแต่มีผู้ปฏิบัติงานน้อยลง บุคลากรหน้างานในภาคส่วนที่วิกฤตอยู่แล้ว เช่น บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ หรือครูในพื้นที่ห่างไกล จะต้องแบกรับภาระงานหนักขึ้นจนนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการสาธารณะที่ประชาชนควรได้รับ

                             หากรัฐบาลและสำนักงาน กพ.มุ่งหวังที่จะปฏิรูปรัฐไทยเพื่อแก้ไขปัญหางบงบประมาณบุคลากรอย่างยั่งยืน มาตรการที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเกษียณอายุก่อนกำหนด คือการวิเคราะห์ภาระงานเชิงลึก เพื่อยุบรวมหน่วยงานระดับกองหรือฝ่ายที่ซ้ำซ้อนในส่วนกลาง และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัล รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการปรับลดอัตราตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หมดความจำเป็นเชิงภารกิจลงอย่างเป็นระบบ แล้วนำงบประมาณส่วนต่างที่ประหยัดได้ไปจัดสรรเป็นสวัสดิการ เครื่องมือเทคโนโลยี หรือเพิ่มอัตรากำลังให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่จริง

                           มาตรการเร่งรัดการเกษียณอายุก่อนกำหนด อาจกลายเป็นกลไกที่ส่งผลกระทบเชิงลบโดยไม่ตั้งใจ ด้วยการผลักดันบุคลากรระดับปฏิบัติการที่มีศักยภาพสูง ให้หลั่งไหลไปสู่ภาคเอกชน ทิ้งไว้เพียงโครงสร้างส่วนกลางที่หนาแน่นไปด้วยบุคลากรระดับบริหารท่ามกลางสภาวะย้อนแย้งทางการจัดการ ที่จำนวนอัตรากำลังในสำนักงานสวนทางกับปริมาณเนื้องานที่แท้จริง

                           การธำรงไว้ซึ่งโครงสร้างเดิมที่หมดความจำเป็นเชิงภารกิจ โดยขาดการแปรเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัล ตามมาตรฐานสากล อาจสะท้อนถึงข้อจำกัดประการสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ ปรากฏการณ์ที่รัฐยังคงจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมการประชุมและการอนุมัติทางธุรการ สวนทางกับภาพสะท้อนของประชาชนในภาคประชาสังคม ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเจ้าหน้าที่หน้างานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ข่าวอื่นๆ

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย