หน้าแรกINSIDE - INSIGHTล้าง “พ่อทิพย์-แม่จีน” ภัยเงียบกลืนชาติในยุคประชากรเกิดต่ำ

ล้าง “พ่อทิพย์-แม่จีน” ภัยเงียบกลืนชาติในยุคประชากรเกิดต่ำ

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

                                 ปฏิบัติการทลายขบวนการสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบในย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 32 คน และการปูพรมตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนอีก 5 แห่ง ไม่เพียงแต่เปิดโปงเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติที่ใช้เงินซื้อสัญชาติไทยผ่าน “พ่อทิพย์” เพื่อวางรากฐานฟอกเงินและถือครองสินทรัพย์ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตความมั่นคงเชิงประชากรและช่องโหว่ร้ายแรงของระบบทะเบียนราษฎรไทย ที่กลไกการตรวจสอบระดับท้องถิ่นปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตเชิงระบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเบียดขับพลเมืองท้องถิ่นในยุคที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะประชากรเกิดต่ำ

                                คดีนี้สืบเนื่องมาจากการขยายผลเส้นทางการเงินของกลุ่มทุนต่างชาติสีเทาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ถูกจับกุมคดีฟอกเงินไปก่อนหน้านี้ โยงสู่ภรรยาที่อยู่ระหว่างหลบหนีซึ่งได้ว่าจ้างชายชาวไทยให้ทำหน้าที่เป็น “พ่อทิพย์” เซ็นรับรองบุตรในสูติบัตรเพื่อชุบตัวทายาทให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ชุดสืบสวนตรวจพบจากการลงพื้นที่คือ มีรายชื่อเด็กจำนวนมากที่ไม่มีในฐานข้อมูลเดิม แต่กลับมีสูติบัตรระบุว่าแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเอกชน 4-5 แห่ง โดยอาศัยช่องโหว่ลักลอบกรอกชื่อชายไทยเป็นบิดา ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการปรากฏตัวของบิดาชาวไทยในกระบวนการคลอด สะท้อนถึงความหละหลวมของสถานพยาบาลที่มุ่งเน้นรายได้จากการขายแพ็กเกจทำคลอดมูลค่าสูงจนละเลยการตรวจสอบเอกสารขั้นพื้นฐาน

                            พฤติการณ์ทุจริตทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผลการสอบสวนชี้ไปที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต และเจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาล ซึ่งถูกจับกุมในฐานะผู้ร่วมขบวนการ โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ระบุว่า พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในคดีนี้ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นการปล่อยปละละเลยให้นำเอกสารและระบบรับคำร้องทะเบียนราษฎร์อันเป็นความลับของรัฐ ไปให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินการจัดการแทนทั้งหมดในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมาก ชี้ชัดถึงพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจในลักษณะทุจริตเชิงระบบเพื่อแลกกับผลประโยชน์ใต้โต๊ะ

                               ในมิติประชากรศาสตร์ ประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดและอัตราการเกิดต่ำ ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่มีระบบตรวจสอบดิจิทัลเข้มงวดและมีบทลงโทษรุนแรง ประเทศไทยกลับมีจุดอ่อนที่ระบบราชการท้องถิ่นยังพึ่งพาการใช้ดุลพินิจของตัวบุคคลสูงและมีการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน การยอมจ่ายเงินก้อนหลักหมื่นหลักแสนบาทผ่านนายหน้าเพื่อจ้าง “พ่อทิพย์” รับรองบุตรข้ามครอบครัวและสวมสิทธิ์ให้เด็กมากกว่า 1 คน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาลในการสร้าง “นอมินีสายเลือด” เพื่อเข้ามาถือครองที่ดินและทำธุรกิจแข่งกับคนไทยได้ 100% ในอนาคตอย่างถูกกฎหมาย

                                 การประชุมร่วมของ 6 หน่วยงานหลัก ทั้งตำรวจ, กรมการปกครอง, ดีเอสไอ, ปปช., ปปท. และ ปปง. รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายเข้าข่าย “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ตรงจุด โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาที่คณะทำงานด้านความมั่นคงทางทะเบียนอยู่ระหว่างการศึกษาและผลักดัน คือข้อเสนอเชิงนโยบายในการกำหนดมาตรการภาคบังคับให้มีกระบวนการตรวจหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด (DNA Verification) ในกรณีแจ้งเกิดที่มีมารดาเป็นชาวต่างชาติ พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีจัดเก็บอัตลักษณ์ชีวภาพ (Biometrics) มาใช้ในระบบราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าตรวจสอบความถูกต้องของสัญชาติย้อนหลังในกลุ่มเสี่ยงอีกหลายร้อยเคสที่ยังรอการขยายผล

#สวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตร#พ่อทิพย์#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE 

ข่าวล่าสุด

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ข่าวอื่นๆ

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย