หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤต“น่านฟ้า” เหนือ “น่านน้ำ”

วิกฤต“น่านฟ้า” เหนือ “น่านน้ำ”

เผยแพร่

spot_img

ความผันผวนในตะวันออกกลาง สั่นคลอนอุตสาหกรรมการบินโลก

การท่องเที่ยวไทยเฝ้าระวังผลกระทบ หลังการปิดน่านฟ้าฉุดดึงค่าโดยสารพุ่งสูงและบีบให้เส้นทางบินสู่ยุโรปต้องปรับทิศทางขนานใหญ่

                            ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของเส้นทางบินสากล  การประกาศปิดน่านฟ้าในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลายเป็นโจทย์วิกฤตที่บีบให้สายการบินพาณิชย์จำต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมทวีป ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงและระยะเวลาเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

                          สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความล่าช้าสะสม แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยพบรายงานตัวเลขผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและภูเก็ตลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

                         วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้โครงข่ายการบินเชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรปเผชิญกับสภาวะ “คอขวด” ทางอากาศ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ระบุว่า จำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทยลดลงประมาณ 8.5% เนื่องจากราคาบัตรโดยสารที่พุ่งสูงขึ้นตามต้นทุนการปฏิบัติการบินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมงต่อเที่ยวบิน 

                        ในการนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ยกระดับแผนเผชิญเหตุผ่านศูนย์ Operations Command Center (OCC) เพื่อบริหารจัดการความหนาแน่นของผู้โดยสารตกค้างและการจัดสรรหลุมจอดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ

                        ในมิติของความมั่นคงทางพลังงาน ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยกระทรวงพลังงานยังคงบทบาทในการตรึงราคาขายปลีกเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ ทว่าภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการอุดหนุนราคาพลังงานได้กลายเป็นความท้าทายลำดับต้นที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวมิให้ทรุดตัวตามสภาวะความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

                        สำหรับประเด็นสวัสดิภาพของพลเมืองไทยในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งมีจำนวนรวมกว่า 110,000 คน กระทรวงการต่างประเทศได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการอพยพเร่งด่วน โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านพันธสัญญาจ้างงานและภาระหนี้สินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ยังมีความลังเลในการตัดสินใจเดินทางกลับ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเยียวยาหลังการอพยพที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหลักประกันทางรายได้ให้แก่พลเมืองที่ยอมละทิ้งงานในพื้นที่เสี่ยง

                            จากสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ในครั้งนี้ จึงนับเป็นบททดสอบสำคัญในด้านการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน ของคณะรัฐมนตรี ในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ทั้งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพิทักษ์สวัสดิภาพของคนไทยในต่างแดน ซึ่งล้วนเป็นดัชนีชี้วัดความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในทุกมิติ

                         ในขณะที่น่านฟ้าตะวันออกกลางถูกฉีกกระชากด้วยวิกฤตการณ์สงคราม น่านฟ้าทางการเมืองของไทยกลับดูเหมือนกำลังถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆหมอกของการจัดสรรอำนาจที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ นับเป็นภาพที่ผกผันกันรุนแรง เมื่อภารกิจการอพยพพลเมืองออกจากเขตสงครามกำลังดำเนินไปพร้อมๆ กับความพยายามของเหล่าผู้นำในการอพยพตัวเองเข้าสู่ “ตำแหน่งแห่งอำนาจ” 

                       บททดสอบที่แท้จริงของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะในเกมการเมือง แต่คือการพิสูจน์ว่าพายุแห่งการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น จะไม่บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นความทุกข์ร้อนของประชาชนที่กำลังถูกพายุเศรษฐกิจและไฟสงครามโลกแผดเผาอยู่อย่างในปัจจุบัน

2569-03-07   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง