มูลนิธิ “กัน จอมพลัง ช่วยสู้” ซึ่งระดมเงินบริจาคจากสาธารณชนได้มากกว่า 200 ล้านบาท กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ หลังถูกตรวจสอบเข้มข้นถึงโครงสร้างการบริหารจัดการและความโปร่งใสทางกฎหมาย
โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ก่อตั้งและผู้รณรงค์หลักไม่ได้มีตำแหน่งกรรมการอย่างเป็นทางการ และข้อบังคับที่ระบุให้โอนทรัพย์สินที่เหลือแก่ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า” หากมีการยุบเลิก ทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจและความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเป็นจุดบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลขององค์กรสาธารณกุศลอย่างรุนแรง
แม้ กัน จอมพลัง จะออกมาชี้แจงและยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยอ้างว่าข้อบังคับดังกล่าวกระทำไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และได้สั่งการให้ แก้ไขข้อ 39 โดยจะเปลี่ยนผู้รับโอนทรัพย์สินเป็น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ พร้อมทั้งประกาศจะเข้ารับตำแหน่งประธานมูลนิธิด้วยตนเองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ข้อกังขาเรื่องการกล่าวคำเท็จยังคงอยู่ เมื่อกรณีการบริจาคเสื้อเกราะระดับ 4 ให้หน่วยทหารแนวหน้าปรากฏหลักฐานหนังสือขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานในพื้นที่ (ตชด./ทหารพราน) จริง แต่โฆษกกองทัพบกยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ขาดแคลนและไม่มีนโยบายรับบริจาค แต่รับไว้ด้วยน้ำใจ
ความขัดแย้งระหว่าง “ความต้องการระดับหน้างาน” กับ “นโยบายระดับกองทัพ” เป็นสิ่งที่มูลนิธิต้องเร่งเปิดเผยรายการใช้จ่ายและเอกสารทั้งหมดต่อสาธารณะ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ตอบโจทย์ผู้บริจาคได้อย่างปราศจากข้อสงสัย
เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ “กัน จอมพลัง” ซึ่งเชี่ยวชาญในการแฉความไม่ชอบมาพากลของผู้อื่น กลับพลาดท่าอย่างง่ายดายด้วย “ลายเซ็นที่ปรากฏในข้อบังคับมูลนิธิ” ของตนเอง การระบุชื่อมูลนิธิการเมืองในวรรคสุดท้ายของเอกสารสำคัญทางกฎหมาย ได้จุดชนวนให้เงินบริจาคกว่า 200 ล้านบาท ถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงทันที
ความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นจากความเร่งรีบและไม่รอบคอบ ได้กลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง และทำให้ภารกิจ “ช่วยสู้” ต้องกลายเป็นการ “สู้” เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองใดๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การต่อสู้เพื่อความโปร่งใสต้องเริ่มต้นด้วยความโปร่งใสของตนเองก่อน แม้แต่ในตัวอักษรสุดท้ายของข้อบังคับก็ตาม



