เตือนรัฐเร่งผ่าตัดโครงสร้างทักษะ ก่อนถูกเพื่อนบ้านแซงทิ้งห่างในสงครามเศรษฐกิจใหม่
สถานการณ์การศึกษาไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ภาวะ “อัมพาตทางทักษะ” เมื่อสถิติชี้ชัดว่าระบบการศึกษายังคงผลิตบัณฑิตในสาขาที่ตลาดเริ่มปฏิเสธ ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายกลับขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง ข้อมูลล่าสุดพบว่า “ช่องว่างทางทักษะ” (Skills Gap) ในตลาดแรงงานไทยพุ่งสูงถึงร้อยละ 67 โดยเฉพาะในกลุ่มงานที่ต้องใช้ AI และการคิดเชิงวิเคราะห์
ทั้งนี้ สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจผ่านตัวเลขและข้อเปรียบเทียบในภูมิภาค เพื่อชี้ให้เห็นว่าหากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอุดมศึกษาฯ ยังไม่ยอมตื่นจากภวังค์ ประเทศไทยจะติดอยู่ในกับดักที่ไม่มีทางออก
สืบค้นตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาในช่วงปี 2567-2569 พบว่าในจำนวนบัณฑิตใหม่กว่า 2 แสนคนต่อปี ระดับปริญญาตรีร้อยละ 45 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ขณะที่ระดับปริญญาโทและเอก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นยอดพีระมิดในสาขาการบริหารการศึกษาเพื่อตอบโจทย์วิทยฐานะ มากกว่าการวิจัยเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สวนทางกับประกาศรับสมัครงานในอุตสาหกรรม S-Curve ที่พุ่งสูงขึ้นแต่กลับมีสัดส่วนผู้จบตรงสายเพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้น
ปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างนี้ไม่ขยับขับเคลื่อน เกิดจาก “เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย” ที่เน้นเปิดสอนสาขาสังคมศาสตร์เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ไม่ต้องลงทุนในห้องปฏิบัติการราคาสูงเหมือนสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ผนวกกับค่านิยม “ปริญญาบัตรคือใบเบิกทาง” ที่ทำให้ภาคการศึกษามุ่งเน้นการผลิตเชิงปริมาณเพื่อความอยู่รอดของสถาบัน ผลลัพธ์คือภาวะ “จบมาไม่ตรงงาน” ที่รุนแรงขึ้น โดยภาคเอกชนระบุว่าปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่ไม่มีคนสมัครงาน แต่คือการหาคนที่มี “สมรรถนะ” (Competency) ตรงตามมาตรฐานสากลไม่ได้
ในปัจจุบัน ตลาดแรงงานโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคการจ้างงานตามทักษะอย่างเต็มตัว โดยตำแหน่งงานในสาย AI Engineering, Data Analytics และ Cybersecurity มียอดความต้องการพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 35 ทั่วโลก ขณะที่งานในลักษณะ Routine มียอดจ้างงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในปี 2569 นี้ ความต้องการของโลกจึงไม่ใช่เพียงผู้ถือปริญญาในสาขาเดิม แต่คือบุคลากรที่สามารถ “บูรณาการเทคโนโลยี” เข้ากับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำราเรียนฉบับเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
เมื่อหันมองเพื่อนบ้าน “เวียดนาม” กำลังกลายเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีที่น่ากลัวด้วยนโยบายมุ่งเน้นสาย STEM อย่างจริงจังเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ “สิงคโปร์” ก้าวข้ามเรื่องวุฒิการศึกษาไปสู่การอุดหนุนเงินให้ประชากร Re-skill ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเขาพุ่งสูง สวนทางกับไทยที่ยังคงเผชิญกับปัญหา “การจ้างงานต่ำระดับ”
(Underemployment) แม้อัตราว่างงานจะดูต่ำเพียงร้อยละ 0.96 แต่บัณฑิตจำนวนมากกลับต้องทำงานที่ใช้ทักษะต่ำกว่าวุฒิที่เรียนมา
แม้กระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) จะพยายามผลักดันระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) หรือ Sandbox เพื่อสร้างความยืดหยุ่น แต่ในเชิงปฏิบัติกลับพบว่ากระบวนการอนุมัติหลักสูตรใหม่ยังคงติดหล่มระเบียบราชการที่ใช้เวลานานนับปี ในขณะที่โลกเทคโนโลยีปี 2026 ความรู้มีอายุขัยสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่เดือน การทำงานแบบ “ราชการนำวิชาการ” จึงกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้เราผลิตคนออกมาเพื่อรองรับโลกของเมื่อวาน แทนที่จะเป็นโลกของอนาคต
ระเบิดเวลา,หนี้เสีย สมองไหล และความเหลื่อมล้ำ
หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ปัญหาที่จะตามมาคือวิกฤตหนี้ กยศ. ที่บัณฑิตขาดความสามารถในการชำระเพราะรายได้ไม่เติบโตตามค่าครองชีพ และภาวะ “สมองไหล” ที่รุนแรงขึ้น เมื่อแรงงานทักษะสูง เลือกที่จะอพยพไปสร้างความมั่งคั่งในต่างประเทศที่เห็นคุณค่าของทักษะจริง ทิ้งให้ไทยต้องเผชิญกับสังคมสูงวัยที่มีแรงงานทักษะไม่ตรงจุดเป็นกำลังหลัก ซึ่งนั่นหมายถึงทางตันของการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างใช้ “ความก้าวหน้าของโลก” เป็นแม่พิมพ์ในการปั้นทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่ แต่น่าเสียดายที่สองกระทรวงหลักของไทยยังคงภาคภูมิใจกับการบริหารงานบน “ต้นฉบับเดิม” ที่เรียงลำดับความสำคัญตามแบบแผนประเพณีอย่างเคร่งครัด การยึดติดกับคู่มือการทำงานที่เปลี่ยนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในวันที่โลกหมุนด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ อาจดูเหมือนความหนักแน่นทางการปกครอง แต่ในความเป็นจริงมันคือภาวะ “หลงยุค” ที่น่ากังวล หากท่านยังคงเลือกที่จะอ่านบทบัญญัติเล่มเก่าในขณะที่คู่แข่งกำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยนวัตกรรม ท้ายที่สุดแล้ว การศึกษาไทยอาจจะประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว คือการผลิตบัณฑิตที่พร้อมสำหรับโลกเมื่อสิบปีก่อน แต่กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าในตลาดแรงงานปัจจุบัน
2569-05-05 “ชัยทัศน์”



