หน้าแรกINSIDE - INSIGHTสงครามไซเบอร์ครั้งใหม่…เมื่อ“เหยื่อ” เป็นผู้กดโอนเงินด้วยตนเอง

สงครามไซเบอร์ครั้งใหม่…เมื่อ“เหยื่อ” เป็นผู้กดโอนเงินด้วยตนเอง

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2569

                             ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากอาชญากรรมออนไลน์ที่เปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว จากอดีตที่มุ่งเจาะระบบคอมพิวเตอร์ สู่การโจมตี “การตัดสินใจของมนุษย์” โดยตรง แม้รัฐบาลจะยกระดับมาตรการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC 1441) การอายัดบัญชีม้า การปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ตัวเลขความเสียหายที่สะสมยังสะท้อนข้อเท็จจริงว่า ภัยไซเบอร์ยังคงกัดกินเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ “สติ” ยังคงเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด

                              ตัวเลขจากหน่วยงานของรัฐสะท้อนภาพปัญหาได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ถึงเดือนเมษายน 2568 ประเทศไทยมีการรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์สะสมกว่า 887,315 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 89,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 77 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยังพบคดีใหม่อีก 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท แม้จำนวนคดีบางประเภทเริ่มชะลอตัวลงจากมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ แต่ระดับความเสียหายยังอยู่ในเกณฑ์สูง และสะท้อนว่าอาชญากรรมออนไลน์ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนในวงกว้าง 

                                 ด้านการรับมือ ภาครัฐได้เพิ่มมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ AOC 1441 ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 รับแจ้งเหตุจากประชาชนแล้วกว่าล้านสาย สามารถระงับบัญชีธนาคารต้องสงสัยได้หลายแสนบัญชี และตัดวงจรการโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยังมีการปิดกั้นเว็บไซต์และบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้หลอกลวงประชาชน รวมถึงขยายความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยอมรับตรงกันว่า การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่อาจยุติปัญหาได้ หากประชาชนยังตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงรูปแบบใหม่ 

                               สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขความเสียหาย คือวิวัฒนาการของกลโกง สแกมเมอร์ในปัจจุบันแทบไม่จำเป็นต้องเจาะระบบธนาคารหรือแฮ็กโทรศัพท์ของเหยื่ออีกต่อไป หากแต่ใช้เทคนิค Social Engineering หรือการหลอกล่อทางจิตวิทยาเป็นอาวุธหลัก ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS ปลอม การแอบอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือธนาคาร การหลอกลงทุน การหลอกหารายได้พิเศษ การใช้ AI เลียนเสียงบุคคลใกล้ชิด หรือการสร้างภาพและเอกสารปลอมด้วยเทคโนโลยี Deepfake เป้าหมายมีเพียงประการเดียว คือทำให้เหยื่อรีบตัดสินใจโดยไม่ทันตรวจสอบข้อเท็จจริง

                                 พฤติกรรมของคดีส่วนใหญ่ จะพบว่ากลโกงแทบทุกประเภทตั้งอยู่บนอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์เพียงสี่ประการ ได้แก่ ความตื่นตระหนก ความหวาดกลัว ความโลภ และความอยากได้ผลประโยชน์ ข้อความว่า “บัญชีของคุณกำลังถูกอายัด” ทำให้เหยื่อตื่นตระหนก คำขู่ว่า “เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน” สร้างความหวาดกลัว ข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติกระตุ้นความโลภ ส่วนสินค้าราคาถูกหรือรางวัลที่ไม่เคยสมัคร กลับดึงดูดด้วยความอยากได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ก่อนที่เหยื่อจะเป็นผู้กดโอนเงิน เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือมอบรหัสผ่านให้กับมิจฉาชีพด้วยตนเอง

                               คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “รัฐจะจับสแกมเมอร์ได้อีกกี่คน” แต่คือ “สังคมไทยจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้เร็วเพียงใด” เพราะในโลกดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มิจฉาชีพย่อมปรับตัวได้รวดเร็วไม่แพ้กัน การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดจึงยังคงเริ่มต้นจากหลักง่าย ๆ ได้แก่ หยุดก่อนเชื่อ หยุดก่อนคลิก หยุดก่อนแชร์ หยุดก่อนเปิดเผยข้อมูล และหยุดก่อนโอนเงิน หากมีข้อสงสัย ควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือสถาบันการเงินผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง ไม่ใช่ผ่านช่องทางที่ผู้ติดต่อส่งมาให้

                              สแกมเมอร์ในวันนี้อาจไม่ใช่อัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ หากแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่าน “จิตใจคน” พวกเขาไม่ได้เริ่มจากการเจาะระบบธนาคาร แต่เริ่มจากการเจาะความกลัว ความโลภ และความรีบร้อนของเหยื่อ หากรัฐต้องเร่งปิดบัญชีม้าและล่าตัวเครือข่ายอาชญากรรมอย่างไม่ลดละ ประชาชนก็ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับตนเองเช่นกัน เพราะในสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ ไฟร์วอลล์ที่แข็งแกร่งที่สุด อาจไม่ใช่โปรแกรมในคอมพิวเตอร์ แต่คือ “สติ” ของผู้ใช้งาน

#Deepfake#AOC 1441#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#สแกมเมอร์

ข่าวล่าสุด

สแกนทางแยก “ครัวโลก” ไทย ในวันที่ปัจจัย“ลบรอบทิศ”

ยุทธศาสตร์ “ครัวของโลก” ถูกผลักดันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยมุ่งหวังใช้ความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การแปรรูป และการทูตอาหาร เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

“โดรน” เปลี่ยนโลก !  จากเทคโนโลยีพลเรือน สู่ขีดความสามารถความมั่นคง   ที่ไทยต้อง “ใช้ให้เป็น-ป้องกันให้ทัน !”

“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ

อนุทิน บิน 3 ประเทศ เปิดประตูโลก…แล้วไทยได้อะไรกลับบ้าน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร

“ท่วม” หรือ “แล้ง” ยังเป็นภัยเงียบ ?   พายุเงียบในอ่างเก็บน้ำ ! เมื่อ “80%” ต้องไม่กลายเป็นกับดัก

กรมชลประทานประเมินว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอาจมีน้ำประมาณ 61,064 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 80% ของความจุอ่าง

ข่าวอื่นๆ

สแกนทางแยก “ครัวโลก” ไทย ในวันที่ปัจจัย“ลบรอบทิศ”

ยุทธศาสตร์ “ครัวของโลก” ถูกผลักดันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยมุ่งหวังใช้ความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การแปรรูป และการทูตอาหาร เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

“โดรน” เปลี่ยนโลก !  จากเทคโนโลยีพลเรือน สู่ขีดความสามารถความมั่นคง   ที่ไทยต้อง “ใช้ให้เป็น-ป้องกันให้ทัน !”

“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ

อนุทิน บิน 3 ประเทศ เปิดประตูโลก…แล้วไทยได้อะไรกลับบ้าน ?

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร