“อันดับ 1” ที่ “อยู่นิ่งไม่ได้” ในสมรภูมิการบิน
เบื้องหลังท่าอากาศยานที่มีสายการบินพาณิชย์ใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กับโจทย์การบริหารที่ต้องเร่งยกระดับให้ก้าวนำคู่แข่ง และบทเรียนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยให้การเมืองย้อนกลับมาแทรกแซงการบริหารอีกครั้ง
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกลายเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีสายการบินพาณิชย์ใช้บริการมากถึง 113 สายการบิน สะท้อนบทบาท “ประตูการบินของภูมิภาค” อย่างชัดเจน ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นผลจากทำเลทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโลกตะวันออกกับตะวันตก นโยบายเปิดกว้างต่อสายการบินทุกโมเดล และตลาดผู้โดยสารปลายทางที่แข็งแรงจากการท่องเที่ยว ธุรกิจ และแรงงานข้ามชาติ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นอันดับหนึ่งในวันนี้ มิได้หมายความว่าสุวรรณภูมิจะปลอดภัยจากการแข่งขันในวันข้างหน้า
ในภูมิภาคเดียวกัน สนามบินอย่าง ชางงี สิงคโปร์ วางตัวเป็นฮับ“ต่อเครื่อง” ระดับโลกด้วยประสิทธิภาพการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารที่สูงมาก ขณะที่ อินชอน เกาหลีใต้ ใช้จุดแข็งด้านการบริหารและเทคโนโลยีดึงเส้นทางระยะไกล และ กัวลาลัมเปอร์ ใช้เครือข่ายสายการบินต้นทุนต่ำขยายการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว สนามบินเหล่านี้อาจมีจำนวนสายการบินน้อยกว่าสุวรรณภูมิ แต่กำลัง “เพิ่มคุณภาพของการเชื่อมต่อ” อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการแข่งขันในมิติที่ลึกกว่าแค่จำนวนเที่ยวบิน
การมีสายการบินจำนวนมากคือดาบสองคม เพราะหมายถึงภาระการบริหาร Slot หรือช่วงเวลาการขึ้น,ลงอากาศยาน, Gate หรือหลุมจอดและประตูเทียบเครื่อง, และ Terminal หรืออาคารผู้โดยสาร และระบบภาคพื้นดินที่ซับซ้อน หากประสิทธิภาพลดลงเพียงเล็กน้อย ความได้เปรียบอาจถูกบั่นทอนทันที
ในโลกการบินสมัยใหม่ สนามบินไม่ได้แข่งกันที่ “ใครมีรันเวย์มากกว่า” แต่แข่งกันที่ว่า หนึ่ง Slot สามารถสร้างมูลค่าให้สายการบินได้มากเพียงใด หากสุวรรณภูมิไม่สามารถยกระดับคุณภาพของ Slot และความตรงต่อเวลาได้อย่างต่อเนื่อง ความเป็นอันดับหนึ่งอาจถูกคู่แข่งค่อย ๆ แย่งชิงไปทีละเส้นทาง
การรักษาความเป็นผู้นำของสุวรรณภูมิจำเป็นต้องใช้“กลยุทธ์” มากกว่าการขยายพื้นที่ ได้แก่ การยกระดับประสิทธิภาพการหมุนเวียนอากาศยาน การเลือกบทบาทฮับเฉพาะเส้นทางที่ไทยได้เปรียบ การบริหารระบบสองสนามบินในกรุงเทพฯ ให้ทำงานเสริมกันอย่างแท้จริง รวมถึงการพัฒนารายได้เชิงพาณิชย์เพื่อหล่อเลี้ยงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญคือการสร้างความเป็นพันธมิตรกับสายการบิน ไม่ใช่เพียงผู้ให้เช่าพื้นที่ เพราะในยุคนี้ สายการบินเลือกสนามบินที่ “โตไปด้วยกันได้” มากกว่าสนามบินที่มีแค่ทำเลดี
ท้ายที่สุด ความท้าทายของสุวรรณภูมิอาจไม่ได้อยู่ที่คู่แข่งในต่างประเทศ หากแต่อยู่ที่การบริหารจัดการภายในประเทศเอง
สนามบินระดับโลกแข่งขันกันด้วยข้อมูล ความเร็ว และประสิทธิภาพ ไม่ใช่ด้วยอิทธิพลหรือการต่อรองทางการเมือง หากการตัดสินใจเชิงโครงสร้างถูกดึงกลับไปผูกกับผลประโยชน์ระยะสั้น สุวรรณภูมิอาจไม่แพ้เพราะขาดรันเวย์หรือผู้โดยสาร แต่แพ้เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ทันเวลาในสมรภูมิการบินที่ทุกนาทีมีมูลค่า
”อันดับ 1“ ไม่ใช่รางวัล หากคือภาระที่ต้องบริหารด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง และต้องรักษาระยะห่างจากการเมืองให้ไกลพอ ๆ กับการรักษาระยะห่างจากคู่แข่ง



