หน้าแรกINSIDE - INSIGHT สองเดิมพันบนกระดานอำนาจ

 สองเดิมพันบนกระดานอำนาจ

เผยแพร่

spot_img

เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะ รมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณทบทวน ‘เขากระโดง-โป๊กเกอร์’ สวนทางเพื่อไทย  วงในชี้อาจเป็นการแก้เกมทางการเมือง

                      ย่อมรู้กันว่า เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ กติกาอาจถูกเขียนใหม่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นคือเดิมพันทางการเมืองที่เคยสร้างรอยร้าว อนุทิน ชาญวีรกูล  ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ กำลังเล่นบทบาทที่น่าสนใจบนสองเรื่องที่เคยเป็นที่ถกเถียงอย่างร้อนแรงในยุคของรัฐบาลก่อนหน้า

                    คดีที่ดินเขากระโดง และการพนันโป๊กเกอร์ คำกล่าวที่ว่า “จะไม่แทรกแซง” และ “จะพิจารณาใหม่” กำลังถูกจับตามองว่าเป็นการดำเนินงานตามหลักนิติธรรมจริง ๆ หรือเป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อ “เอาคืน” และ “แก้แต้ม” ให้กับฝ่ายตรงข้าม

                     การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสองประเด็นร้อนอย่าง ที่ดินเขากระโดง และ  โป๊กเกอร์ ในวันเดียวกัน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางการทำงานของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของเขา โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองเรื่องล้วนมีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลชุดก่อนที่นำโดยพรรคเพื่อไทยอย่างแยกไม่ออก 

                    ในกรณีที่ดินเขากระโดง นายอนุทินยืนยันว่าการกระทำของคณะกรรมการชุดก่อนหน้ามีการ “ข้ามขั้นตอน” และขอให้ผู้ที่รู้สึกไม่เป็นธรรมไปฟ้องร้องตามกฎหมายเอง คำพูดนี้อาจถูกตีความได้ว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบและโยนภาระให้ไปจบที่กระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นเสมือนการส่งข้อความว่า “ไม่เห็นด้วย” กับแนวทางการทำงานของรัฐบาลชุดเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภูมิหลังทางการเมืองที่มีความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย

                      ในประเด็นเรื่อง โป๊กเกอร์ ก็ไม่ต่างกัน คำพูดที่ว่า “จะพิจารณา” และ “จะพิจารณาอย่างละเอียด” หลังจากการพิจารณายกเลิกสถานะการพนันในยุคของรัฐบาลเพื่อไทย ถือเป็นการย้อนศรและทบทวนสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

                      การเคลื่อนไหวนี้อาจถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยตัดสินใจนั้นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ และพร้อมที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงเพื่อ “ประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” เป็นหลัก ซึ่งเป็นคำที่มักใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจทางการเมือง 

                     อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจกลับลำในประเด็นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เคยผลักดันเรื่องนี้อย่างหนัก

                      คำว่า “ไม่แทรกแซง” ของนายอนุทินจึงกลายเป็นจุดที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะแม้จะกล่าวว่าปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจ “ไม่ทำอะไร” หรือ “ทำ” ในเรื่องที่เกี่ยวพันกับฝ่ายตรงข้าม ย่อมถูกนำไปตีความเป็นการเมืองอยู่ดี การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การอธิบายแนวทางทำงาน แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของเขา ที่ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การ “แก้ไข” สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นการสื่อสารที่แหลมคมและเป็นไปในเชิงเสียดสีทางการเมือง

                       ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวของนายอนุทินในครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องของการ “เอาคืน” อย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ละเอียดอ่อนว่า “เมื่อเกมเปลี่ยน ผู้เล่นก็ต้องเปลี่ยน” และอำนาจที่อยู่ในมือย่อมสามารถใช้เพื่อทบทวนและแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางกฎหมายหรือเหตุผลทางการเมืองก็ตาม 

                        ประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า การตัดสินใจในครั้งนี้จะถูกสังคมมองว่าเป็นการดำเนินงานที่โปร่งใสและเป็นธรรมจริง ๆ หรือเป็นเพียงการเปิดเกมทางการเมืองใหม่บนกระดานที่คุ้นเคยเท่านั้น

                      “ไม่แทรกแซง” แต่พร้อมจะ “พิจารณา” ทุกเรื่องที่เคยถูกตัดสินไปแล้วในยุคก่อนหน้า… ก็เหมือนกับคำว่า “ไม่เข้าข้างใคร” แต่พร้อมจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคนที่เคยเล่นเกมเดียวกันเสมอ

ข่าวล่าสุด

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

ข่าวอื่นๆ

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย