อิหร่านระดมยิงมิสไซล์กลับทั้งตะวันออกกลาง
จับตาปิด “ฮอร์มุซ” ทุบเศรษฐกิจไทยพังพาบ
ชนวนเหตุสำคัญของการเปิดฉากโจมตีครั้งประวัติศาสตร์โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การยืนยันจากทางการอิหร่านในเช้าวันอาทิตย์ว่า อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิตแล้ว
ย้อนหลัง “สงครามตัวแทนที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นสงครามตรงอย่างเต็มรูปแบบ” หลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าอิหร่านคือ “ยักษ์ผู้ชักใย” สนับสนุนอยู่หลังกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาสและเฮซบอลเลาะห์มาตลอด 4 ทศวรรษ จนถึงจุดที่พวกเขาตัดสินใจ “เด็ดหัว” เพื่อทำลายฐานบัญชาการและระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด นำไปสู่กงล้อแห่งการล้างแค้นที่ดึงเอาเสถียรภาพโลกเข้าสู่จุดอันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเผชิญหน้าในจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกหวาดหวั่นที่สุด นั่นคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือน “คอขวด” หรือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ช่องแคบที่มีความกว้างน้อยสุดเพียง 33 กิโลเมตรนี้ เป็นทางออกเดียวจากอ่าวเปอร์เซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณที่โลกใช้ในแต่ละวัน
ปัจจุบันกองทัพอิหร่านได้เริ่มการตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค (รวมถึงดูไบและยูเออี) หากอิหร่านตัดสินใจปิดตายช่องแคบนี้เพื่อกดดันนานาชาติ การขนส่งพลังงานโลกจะกลายเป็นอัมพาตทันที เพราะไม่มีเส้นทางเดินเรืออื่นใดที่จะรองรับปริมาณมหาศาลนี้ได้ในเวลาอันสั้น
ผลกระทบระดับภูมิภาคได้ลามกลายเป็น คสาาสั่นสะเทือนโลกทางเศรษฐกิจที่ซัดไปทั่วโลกในพริบตา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีสิทธิ์พุ่งทะยานทะลุ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์หน้า ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในทุกประเทศ ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) หยุดชะงักจากการที่สายการบินและเรือขนส่งสินค้าต้องระงับเที่ยวบินหรือเปลี่ยนเส้นทางอ้อมโลก ซึ่งนอกจากจะใช้เวลานานขึ้นแล้ว ยังทำให้ค่าระวางและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางให้เสี่ยงต่อภาวะถดถอยครั้งใหญ่
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้น “ใกล้ตัวและรุนแรง” เกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คนไทยจะต้องเผชิญกับภาวะ “ของแพงทั้งแผ่นดิน” อย่างเลี่ยงไม่ได้ จากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่พุ่งสูงตามราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ยังกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตแรงงานไทยกว่า 7 หมื่นคนในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในขณะนี้ และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ส่งเงินตราต่างประเทศกลับเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากของไทย
ในการตั้งรับวิกฤตครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการยกระดับแผนฉุกเฉินและเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ด่วนที่สุด โดยลำดับความสำคัญแรกคือการสั่งการให้กองทัพอากาศและกระทรวงการต่างประเทศเตรียมแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่พิกัดอันตราย 210 เมืองที่มีการสู้รบ ขณะที่ด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานต้องรีบบริหารจัดการ “สต็อกน้ำมันสำรอง” ที่มีอยู่ประมาณ 60 วัน และเตรียมใช้กลไก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เข้ามาพยุงราคาเพื่อลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชนไม่ให้พุ่งสูงจนเกินรับไหว
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว การสูญเสียผู้นำสูงสุดอิหร่านจะสร้างภาวะสูญญากาศทางอำนาจที่อาจนำไปสู่ทั้ง “โอกาสแห่งสันติภาพ” หรือ “สงครามที่ไร้การควบคุม” รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าและหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ ทันที การเมืองไทยในยามนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสรรเก้าอี้ ครม. แต่คือบททดสอบฝีมือในการบริหารจัดการ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เพื่อประคองปากท้องประชาชนท่ามกลางกองไฟสงครามข้ามทวีปที่กำลังเปลี่ยนผ่านหน้าประวัติศาสตร์อย่างไม่มีวันกลับ
2569-03-02 “ชัยทัศน์”



