นักวิชาการการเมืองมองสัญญาณ “ยุบสภา” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าเป็นจังหวะชี้เป็นชี้ตายทางยุทธศาสตร์ ทั้งต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต่อการแข่งขันของทุกพรรคในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า
หากประกาศยุบก่อนครบ 4 เดือนตาม MOA อาจกลายเป็นดาบสองคม ได้เปรียบเชิงเวลา แต่เสียความน่าเชื่อถือทางการเมืองในระยะยาว
แรงกระเพื่อมทางการเมืองจากกำหนดเส้นตาย 31 มกราคม 2569 ทำให้การ “ยุบสภาก่อน” และ “ปล่อยครบกำหนด” ต่างมีผลคำนวณที่ซับซ้อนฝ่ายรัฐบาล หากนายอนุทินเลือกยุบสภาเร็ว ไม่ว่าจะเพื่อเลี่ยงซักฟอก หรือเพื่อยึดเกมรุกก่อนคู่แข่ง ก็ย่อมถูกจับตาว่าไม่ต่างจากการถอนตัวจากสัญญา MOA ซึ่งพรรคคู่ร่วมลงนามใช้เป็นหลักยึดทางการเมืองร่วมกัน
การยุบก่อน 4 เดือนจึงอาจให้ผลเชิงยุทธศาสตร์เฉพาะหน้า แต่แลกกับต้นทุนด้านภาพลักษณ์ความรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ฝ่ายค้านนำประเด็น “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” มาโจมตีอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลปล่อยให้ครบกำหนดตาม MOA ก็จะลดแรงเสียดทานเรื่องความสุจริตใจทางการเมือง และช่วยรักษาความร่วมมือในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ความเสี่ยงคือการเผชิญศึกซักฟอกเต็มรูปแบบ ซึ่งต้องอาศัยคะแนนเสียงในสภาที่ไม่มั่นคง ท่ามกลางกระแสพรรคเพื่อไทยที่ยังถือไพ่ยื่น หรือไม่ยื่น ญัตติไม่ไว้วางใจตามดุลยพินิจของตน ขณะที่พรรคประชาชนยืนยันจุดยืนฝ่ายค้านอิสระเพื่อรักษากลไกตรวจสอบตามเงื่อนไข MOA ทำให้สมการพลังในสภาทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยแม้จะมีเสียงเพิ่มขึ้นจากการ “หนูตกถังข้าวสาร ” จนทำให้ฐานเสียงแข็งแกร่ง แต่ต้องเผชิญแรงปะทะจากการถูกตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง หากยุบสภาก่อนเวลาตามที่ฝ่ายค้านเตือน ขณะที่พรรคเพื่อไทยอาจได้ประโยชน์จากการเดินเกมกดดันเรื่องซักฟอก ส่วนพรรคประชาชนได้คะแนนทางภาพลักษณ์จากการยืนระยะตามหลักการด้าน MOA อย่างชัดเจน ทำให้โอกาส “ขยับฐานเสียงเมืองใหญ่” มีมากขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยในโค้งสุดท้ายของสภาชุดนี้
เกมยุบสภาครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการเปิดประมูลงานใหม่ ใครไม่ทิ้งงานกลางทาง ก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นได้งานใหญ่ในวันเลือกตั้ง
“ชัยทัศน์“



