หน้าแรกINSIDE - INSIGHT หยุดยิงไร้ผล กัมพูชาเมินข้อตกลง หลังรบกันเดือด 5 วัน แถมเปิดฉากโชว์ร่องรอยเสียหายให้ทูตทหารต่างชาติดู

 หยุดยิงไร้ผล กัมพูชาเมินข้อตกลง หลังรบกันเดือด 5 วัน แถมเปิดฉากโชว์ร่องรอยเสียหายให้ทูตทหารต่างชาติดู

เผยแพร่

spot_img

จับตาอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะไปทางไหนต่อ!

        สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดหลังข้อตกลงหยุดยิง

          ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นเป็นเวลา 5 วัน ได้นำไปสู่การเจรจาและบรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงเปราะบาง โดยมีรายงานการละเมิดข้อตกลงจากฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องตามที่ประเทศไทยได้ร้องเรียน ล่าสุด การที่กัมพูชาได้เชิญผู้แทนจากทูตทหารของมาเลเซียและชาติอื่น ๆ เข้าไปตรวจสอบความเสียหายในเขตแดนของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกัมพูชาในการสร้างภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก และอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการเจรจาต่อรองในอนาคต

7 ข้อตกลงจะสัมฤทธิผลหรือไม่

                ข้อตกลงหยุดยิง 7 ข้อที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการละเมิดประปราย ความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงจะถูกปฏิบัติตามอย่างสมบูรณ์นั้นยังคงมีน้อย สาเหตุหลักมาจากความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานระหว่างสองประเทศ รวมถึงปัญหาเรื่องเขตแดนที่ยังไม่ได้รับการปักปันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การที่กัมพูชาใช้ยุทธวิธีเสริมกำลังทหารในพื้นที่พิพาทก็เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าความพร้อมในการเผชิญหน้ายังคงมีอยู่สูง

แนวโน้มการละเมิดข้อตกลงและเหตุผลเบื้องหลัง

                  มีแนวโน้มสูงที่ฝ่ายกัมพูชาจะเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเป็นครั้งคราว ด้วยเหตุผลทางยุทธวิธีและการเมืองภายในประเทศที่คุกรุ่นเขย่ารัฐบาลภายใต้การบงการของฮุนเซ็นมานานอย่างต่อเนื่อง 

               การที่กัมพูชาแสดงออกถึงความเข้มแข็งและไม่ยอมจำนนในประเด็นเขตแดนเป็นความะยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของประชาชนชาวกัมพูชา ที่อาจหันเหจากความเกลียดชังผ่อนคลายลงได้บ้าง

              นอกจากนี้ การละเมิดเป็นระยะ  ๆ อาจเป็นกลยุทธ์ในการทดสอบปฏิกิริยาของฝ่ายไทยและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อประเมินขอบเขตที่ตนเองสามารถกระทำได้โดยไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่

บทสรุปและมุมมองในอนาคต

แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิง แต่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความอ่อนไหวสูง การละเมิดข้อตกลงประปรายบ่งชี้ว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าแค่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว การเจรจาในระดับสูงและการสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ รวมถึงการมีบทบาทของกลไกระหว่างประเทศในการเป็นคนกลาง จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติและยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

ข่าวอื่นๆ

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด