หลังทหารเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำ ชี้ความเป็นปรปักษ์ยังไม่สิ้นสุด ส่อขัดอนุสัญญาเจนีวา
ท่าทีแข็งกร้าวที่สุดในรอบปี ถูกประกาศโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยในวันนี้ โดยมีการสั่งระงับ “ปฏิญญาสันติภาพ” ร่วมกับกัมพูชาทันที พร้อมทั้งสั่งปิดด่านชายแดนทุกจุด 100% หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยสังกัดกองทัพภาคที่ 2 เหยียบทุ่นระเบิดซ้ำบริเวณชายแดนจังหวัดศรีสะเกษจนได้รับบาดเจ็บเป็นครั้งที่ 7 ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังก้าวไปสู่การปรองดอง
นายกฯ ประกาศชัด “ความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลง” ทำให้กระบวนการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ต้องถูก “ระงับอย่างไม่มีกำหนด” ท่าทีนี้ได้นำหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึกมาเป็นเกราะป้องกันการตัดสินใจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงเหตุการณ์ทหารไทยบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ที่เชื่อว่าเป็นของกัมพูชาที่จงใจวางไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยชี้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการยืนยันว่า “การเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของชาติยังไม่ได้ลดลง
“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การเป็นปฏิปักษ์ที่เราคิดว่าจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาตินั้นไม่ได้ลดลง เมื่อไม่ได้ลดเราก็ดำเนินการอะไรที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้” นายอนุทินกล่าวพร้อมระบุว่าได้แจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า “ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น”
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินการตามข้อตกลง “Joint Declaration” ที่ดำเนินมาแล้วกว่าหนึ่งสัปดาห์จึงต้อง หยุดชะงักไปก่อน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการอ่อนข้อใด ๆ ทั้งสิ้น และยังเสริมว่า ด่านชายแดนทุกด่านมีคำสั่งให้ปิด 100% ในวันเดียวกันนี้
การตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการส่งตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่ “สงคราม 5 วัน” เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยโฆษกฯ ยืนยันว่า “เรื่องนี้ก็ต้องหยุดไปก่อนเช่นกัน”
ใน “อนุสัญญาเจนีวา” ฉบับที่ 3 ค.ศ. 1949 ว่าด้วยเชลยศึก มาตรา 118 ระบุไว้ว่า “เชลยศึกจะได้รับการปล่อยตัวและส่งตัวกลับประเทศโดยไม่ชักช้า หลังจากการยุติการสู้รบอย่างแท้จริง“(Cessation of Active Hostilities)
การที่ทหารไทยยังคงถูกโจมตีด้วยทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องและเจตนาวางกับดัก เป็นหลักฐานที่แข็งแกร่งว่า “การยุติการสู้รบอย่างแท้จริง” ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญายัง ไม่เกิดขึ้น หรือได้ถูกกัมพูชาละเมิดและทำให้การสู้รบปะทุขึ้นใหม่
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไทยจึงสอดคล้องกับหลักการนี้โดยชอบธรรม ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะระงับการปล่อยตัวเชลยศึกไว้ก่อน จนกว่าจะมีการ “เคลียร์เรื่องการเหยียบทุ่นระเบิด” และพิสูจน์เจตนาอันเป็นมิตรของกัมพูชาได้
แม้ว่าแต่เดิมนั้น ไทยอาจปล่อยตัวเชลยศึกโดยมีเงื่อนไข 4 ข้อที่กัมพูชาต้องปฏิบัติก่อน แต่พฤติการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้น
ไทยต้องแสดงท่าทีชัดเจนด้วยการประท้วงตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศต่อกัมพูชา กำหนดเงื่อนไขการพิสูจน์การยุติการสู้รบ ให้กัมพูชาต้องดำเนินการตามมาตรการที่ นานาชาติสามารถตรวจสอบได้จริง และการให้คำมั่นอย่างเป็นทางการที่น่าเชื่อถือว่าจะไม่เกิดการรุกรานใด ๆ อีก
ไทยต้องส่งสัญญาณทุกช่องทางถึงนานาชาติและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ (AOT) อย่างชัดเจน ให้เห็นถึงพฤติการณ์อันน่ารังเกียจที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมทั้งสื่อสารประชาสัมพันธ์ถึงการรับรู้อย่างกว้างขวางในโอกาสแรก
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
เป็นการยืนยันความชอบธรรมระดับสากล ภายใต้หลักการที่ว่า “สันติภาพที่แท้จริงต้องมาก่อนพันธกรณีใด ๆ”
หากรัฐบาลกัมพูชายังคงพยายามซ่อน “ความเป็นปฏิปักษ์” ไว้ใต้ “ปฏิญญาสันติภาพ” เช่นนี้ ก็คงต้องให้เวลาเชลยศึกทั้ง 18 นาย ได้เพลิดเพลินกับ “ชีวิตที่ดีกว่าและอาหารที่อุดมสมบูรณ์” ในฐานะแขกของประเทศไทยต่อไป จนกว่ากัมพูชาจะพร้อมแสดง “ความจริงใจ” ที่จับต้องได้มากกว่าแค่การเซ็นสัญญาบนแผ่นกระดาษ



