หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอย่าให้เป็น “พยาธิ” สูบเลือดชาติ ?  แฉกลไกมาเฟียพลังงานทำ “น้ำมันล่องหน” 57 ล้านลิตร !

อย่าให้เป็น “พยาธิ” สูบเลือดชาติ ?  แฉกลไกมาเฟียพลังงานทำ “น้ำมันล่องหน” 57 ล้านลิตร !

เผยแพร่

spot_img

ท้าทายอำนาจรัฐกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

จับตา DSI ลุยทลาย “กำแพงเหล็ก” สุราษฎร์ธานี

                        ปฏิบัติการสายฟ้าแลบอายัดคลังน้ำมันยักษ์ใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบพิรุธน้ำมันหายไปจากระบบบัญชีกว่า 57 ล้านลิตร กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของขบวนการทุจริตเชิงนโยบายระดับมหภาค โดยอาศัยจังหวะราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง เข้าสูบกินเงินอุดหนุนภาษีประชาชนผ่านส่วนต่างราคาน้ำมันมหาศาล นายกฯ อนุทินผนึกกำลังกระทรวงยุติธรรมส่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ หวังกระชากหน้ากากผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังที่ทำหน้าที่เป็น “กำแพงมาเฟีย” ปิดกั้นการตรวจสอบมาอย่างยาวนาน

                      จากถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 3-4 เมษายนที่ผ่านมา กรณีการอายัดคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่พบตัวเลขน้ำมัน “ล่องหน” สูงถึง 57 ล้านลิตร นั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ทางอาชญากรรมเศรษฐกิจที่เขย่าความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ตัวเลขมหาศาลขนาดนี้ ลำพังเพียงความผิดพลาดทางบัญชีหรือการลักลอบรายย่อยย่อมไม่อาจเป็นไปได้ นี่คือร่องรอยของขบวนการทุจริตเชิงนโยบายที่อาศัยช่องว่างจากเงินอุดหนุนภาษีประชาชนมาเป็นเครื่องมือแสวงหาความมั่งคั่ง

                          ข้อเท็จจริงจากชุดปฏิบัติการร่วมทั้ง DSI, ศรชล., กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ระบุพฤติการณ์ชัดเจนถึงการใช้ “แผนประวิงเวลา” โดยอาศัยจังหวะความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ให้เรือบรรทุกน้ำมันลอยลำกักตุนน้ำมันที่รัฐอุดหนุนราคาไว้เพื่อรอจังหวะทำกำไรส่วนต่าง การที่บริษัทใหญ่ย่านภาคใต้ ถูกระบุชื่อและถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานนั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่มกำลังใช้ทรัพยากรของชาติเป็นตัวประกัน

                          อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการบุกตรวจค้นอย่างหนัก ฝ่ายผู้ประกอบการคลังน้ำมันดังกล่าวได้ออกมาแถลงตอบโต้ทันควัน โดยยืนยันสถานะการเป็น “ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามระเบียบของกรมธุรกิจพลังงานอย่างเคร่งครัดและพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยมองว่าตัวเลขน้ำมันที่คลาดเคลื่อนอาจเกิดจากกระบวนการทางเทคนิคหรือการบริหารจัดการคลัง ซึ่งกลายเป็น “หนังคนละม้วน” กับชุดข้อมูลที่รัฐบาลแถลงเปิดโปงอย่างสิ้นเชิง

                           การที่น้ำมันหลายสิบล้านลิตรสามารถหายไปจากระบบตรวจสอบที่อ้างว่ารัดกุมที่สุดได้นั้น ย่อมหมายความว่าต้องมี “ไอ้โม่ง” ที่อาศัย “กำแพงเหล็ก” คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา กำแพงนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากปูนหรือเหล็ก แต่สร้างขึ้นจากสายสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและกลไกตรวจสอบบางส่วนที่อาจเกิดภาวะ “อัมพาต” ชั่วคราว จนทำให้ปฏิบัติการขนถ่ายน้ำมันที่ควรจะกระจายสู่สถานีบริการน้ำมันสำหรับประชาชน กลับถูกผันออกไปสร้างความร่ำรวยให้แก่คนเพียงกลุ่มเดียว

                          หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ที่รัฐบาลแถลงคือ “กระบวนการฟอกขาวน้ำมันอุดหนุน” ซึ่งเป็นการนำน้ำมันลิตรละไม่กี่สิบบาทที่รัฐใช้เงินภาษีช่วยลดค่าครองชีพไปขายต่อในราคาตลาดโลกเพื่อฟันกำไรมหาศาล ปฏิบัติการนี้ต้องอาศัยคลังน้ำมันมาตรฐานและท่าเรือถาวรที่มีศักยภาพสูง ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษระบุชัดว่านี่คือการท้าทายอำนาจรัฐอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยน่าจะมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลทำหน้าที่เป็น “กำแพง” ป้องกันการตรวจสอบมาอย่างยาวนาน

                        บทสรุปของปฏิบัติการในขั้นแรกนี้ จึงไม่ใช่แค่การอายัดน้ำมันของกลาง แต่คือการเปิดแผลใหญ่ให้สังคมเห็นว่า “รูรั่ว” ของงบประมาณแผ่นดินที่ใช้พยุงราคาพลังงานนั้นเกิดจากน้ำมือของขบวนการมาเฟียพลังงานที่ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ การสั่งการให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า อำนาจรัฐจะสามารถทลายกำแพงอิทธิพลนี้ลงได้จริงหรือไม่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้แบกรับภาระราคาน้ำมันในยามวิกฤตเช่นนี้

                        จับตาให้ดีในวันพรุ่งนี้ (9 เมษายน) วันแถลงนโยบายสำคัญต่อรัฐสภา เรื่องราว “น้ำมันล่องหน” นี้จะกลายเป็นเหยื่อโอชะที่ฝ่ายค้านเตรียมลับมีดรอชำแหละกลางสภา เพื่อกระชากหน้ากาก “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่ชักใยอยู่หลังม่านมาให้สาธารณชนได้เห็น และร่วมพิสูจน์กันว่า “กำแพงเหล็ก” ที่ว่าแข็งแกร่งและทรงอิทธิพลค้ำคออยู่นั้น แท้จริงแล้วคือใคร

2569-04-08   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ข่าวอื่นๆ

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย