หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอย่าให้ใครเรียก …“สยาม…เมืองส่วย !”  เมื่อทุนเทา-สแกมเมอร์ ขี่คออำนาจรัฐ

อย่าให้ใครเรียก …“สยาม…เมืองส่วย !”  เมื่อทุนเทา-สแกมเมอร์ ขี่คออำนาจรัฐ

เผยแพร่

spot_img

  วิกฤต CPI 2025 ระบุ..ไทยดิ่งอันดับ 116 ต่ำสุดในรอบ 19 ปี สอบตกซ้ำซากหลังเพื่อนบ้านแซงมิดไมล์

                         เมื่อคำว่า “ตอ” แข็งแกร่งกว่า “กฎหมาย” และ “สายอินเทอร์เน็ต” ข้ามโขงยาวไกลกว่า “สายตาผู้ตรวจสอบ” ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ยอดเหยื่อสแกมเมอร์ที่พุ่งสูง แต่คือความเชื่อมั่นของประเทศที่พังทลายจนฉุดไม่อยู่

                        รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (CORRUPTION PERCEPTION INDEX  CPI) ประจำปี 2025 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  Transparency International (TI) ประกาศผลเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็น “ใบเกรด” ที่ทำเอาคนไทยต้องหลบตาชาวโลก เมื่อประเทศไทยร่วงลงไปอยู่ที่อันดับ 116 ของโลก ด้วยคะแนนเพียง 33 เต็ม 100 ถือเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ และที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือการเสียแชมป์ความโปร่งใสในภูมิภาค โดยพ่ายแพ้ให้กับทั้งเวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย อย่างราบคาบ

                                 หากจะไล่เลียงดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี คะแนนของประเทศไทยวนเวียนอยู่ที่ 35-38 คะแนน มาโดยตลอด แต่ในช่วง 2 ปีหลัง 2024-2025 กราฟกลับปักหัวลงอย่างรุนแรง การร่วงจากอันดับ 107 มาสู่ 116 ในปีล่าสุด สะท้อนว่าความพยายาม “ปฏิรูป” ที่ภาครัฐประกาศปาวๆ นั้นเป็นเพียงพิธีกรรมทางตัวอักษร เพราะในสายตาผู้ประเมินระดับโลก ความเสี่ยงในการลงทุนและภาพลักษณ์ทางนิติรัฐของไทยกำลังถอยหลังไปสู่จุดที่ใกล้เคียงกับประเทศที่ถูกปกครองโดยระบอบอำนาจนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

                                ปัจจัยหลักที่ฉุดคะแนนในปีนี้หนีไม่พ้นข่าวอื้อฉาวเรื่อง “แก๊งสแกมเมอร์” และ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกเรื่องสัญญาณสื่อสารข้ามพรมแดน ไปจนถึงการ “ขายสิทธิ์” ความเป็นพลเมืองผ่านวีซ่าผิดประเภทให้นายทุนสีเทา ความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และเม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยกลายเป็น “Safe Zone” ของเหล่าอาชญากร แทนที่จะเป็นเขตปลอดภัยของพลเมือง

                              คะแนนในส่วนของ World Justice Project (WJP) หรือหลักนิติธรรมของไทย คือส่วนที่ดิ่งเหวที่สุด การที่คดีทุจริตระดับ “บิ๊กเนม” มักลงเอยด้วยการหมดอายุความ หรือการจับกุมที่หยุดอยู่ที่แค่ “ตัวเบี้ย” แต่ไม่เคยสาวถึง “ตัวขุน” ทำให้โลกรับรู้ว่าระบบยุติธรรมไทยมีไว้เพื่อจัดการคนไม่มีอำนาจ แต่มีไว้เพื่อประนีประนอมกับผู้มีบารมี หน่วยงานตรวจสอบที่ควรจะเป็นอิสระกลับถูกมองว่าทำงานตาม “ใบสั่ง” มากกว่าตามหลักฐาน

                            ที่น่าขบคิดคือในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียเริ่มยกระดับความเข้มข้นในการปราบปรามคอร์รัปชันเชิงระบบเพื่อดึงดูดนักลงทุนคุณภาพ แต่ไทยกลับยังติดหล่มอยู่กับระบบอุปถัมภ์เดิมๆ การที่ “ลาว” (34 คะแนน) แซงหน้าไทยไปในปีนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุดว่า มาตรฐานความโปร่งใสของเราไม่ได้ย่ำแย่แค่ในระดับโลก แต่เรากำลังกลายเป็น “คนป่วยแห่งอาเซียน” ที่เพื่อนบ้านไม่อยากเดินตามอีกต่อไป

                            อันดับ 116 ในปีนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความล้มเหลวในการขจัดระบบพวกพ้องและการทุจริตเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการปราบปรามที่ผ่านมายังขาดความจริงจังเมื่อต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ขนาดใหญ่ ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่าตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมยังถูกตั้งคำถาม และการบังคับใช้กฎหมายยังเลือกปฏิบัติ ความโปร่งใสย่อมเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ในวันที่นานาชาติยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ประเทศไทยกลับปล่อยให้ตัวเลขความโปร่งใสตกต่ำลงสู่จุดวิกฤต ซึ่งหากยังไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เราอาจต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศกำลังถอยหลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตศรัทธาที่ยากจะกอบกู้ในสายตาชาวโลก

2569-02-14 “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง