หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอวสาน "สำเพ็ง-ประตูน้ำ"? เมื่อทำเลทองพันล้าน กำลังถูกกลืนกินด้วย "ตลาดนัดลอยฟ้า" ข้ามชาติ

อวสาน “สำเพ็ง-ประตูน้ำ”? เมื่อทำเลทองพันล้าน กำลังถูกกลืนกินด้วย “ตลาดนัดลอยฟ้า” ข้ามชาติ

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2569

เอกซเรย์สมรภูมิ E-Commerce ล้านล้านบาท กับ 3 มีดหมอเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องกล้าผ่าตัดเพื่อทวงคืนอธิปไตยเศรษฐกิจฐานราก

                           ท่ามกลางความเงียบเหงาของย่านการค้าในตำนานอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ และโบ๊เบ๊  ที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนและเม็ดเงินหมุนเวียนในอดีต ทว่าในโลกปัจจุบัน ปรากฏการณ์ “การปฏิวัติเงียบ“ กำลังเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อเงินในกระเป๋าของคนไทยไม่ได้ลดน้อยลงไปตามความซบเซาของหน้าร้าน แต่กลับหลั่งไหลผ่านนิ้วมือและหน้าจอสมาร์ทโฟนเข้าสู่ “ตลาดนัดลอยฟ้า” ของแพลตฟอร์ม E-Commerce ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 3-5 ราย ที่สถาปนาตนเองเป็นเจ้าของตลาดผูกขาด กวาดมูลค่าการซื้อขายสะพัดทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท ยึดส่วนแบ่งตลาดไปกว่าร้อยละ 98 ของประเทศ

                            กลไกการทำกำไรของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าผูกขาดขนาดใหญ่ นอกจากพวกเขาจะเก็บค่าเช่าแผงดิจิทัล ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าโฆษณาเพดานบินสูงจากพ่อค้าแม่ค้าแล้ว ในฝั่งของผู้ซื้อก็ยังแอบบวกค่าธรรมเนียมระบบและค่าบริการในหน้าชำระเงินอย่างแนบเนียน เม็ดเงิน “ค่าตั๋วผ่านทาง” มหาศาลระดับแสนล้านบาทต่อปีจึงถูกขนออกนอกประเทศอย่างถูกกฎหมาย โดยที่ร้านค้าส่งดั้งเดิมของไทยไม่มีกติกาที่เท่าเทียมในการวิ่งแข่ง เพราะโมเดลทุนข้ามชาติสามารถเชื่อมโยงและส่งตรงสินค้าจากโรงงานต่างแดนมาถึงมือผู้บริโภคไทยได้โดยตรง ทำราคาขายปลีกออนไลน์ได้ถูกกว่าราคาขายส่งที่สำเพ็ง แถมพ่วงด้วยระบบส่งฟรี บดขยี้ผู้ประกอบการไทยจนแทบไม่มีที่ยืน

                              จากการสำรวจความเดือดร้อนในพื้นที่ พบว่ากลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดคือย่านแฟชั่น ของเบ็ดเตล็ด และกิฟต์ชอปดั้งเดิมที่ล้มหายตายจากไปเกินครึ่ง ขณะที่ย่านเยาวราชยังพอประคองตัวได้ด้วยการผันตัวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและสตรีทฟู้ดแทนฝั่งค้าส่งสินค้าแห้ง ส่วนป้อมปราการด่านสุดท้ายที่ทุนออนไลน์ยังเจาะไม่เข้าคือ ตลาดของสดอย่างคลองเตยและปากคลองตลาด เนื่องจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่ความเย็นและการจัดส่งสินค้าเกษตรวันต่อวัน แต่นั่นก็ไม่ได้การันตีความปลอดภัยในอนาคต หากภาครัฐยังคงใช้เครื่องมือทางกฎหมายแบบเดิม ๆ อย่างภาษี e-Service Tax 7% หรือกฎหมาย DPS ที่ทำได้เพียงแค่การ “ตบกรอบ” ไล่ตามความสปีดของทุนนอกไม่ทัน และกลายเป็นแบบวัวหายล้อมคอกอยู่ร่ำไป

                                ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านมาตรการเชิงรุกด้วยการใช้ 3 มีดหมอที่เด็ดขาด จัดการระดับโครงสร้างแทนการเยียวยาปลายเหตุ มีดหมอแรกคือการงัดกฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด ผ่านคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เข้าไปตรวจสอบระบบ Algorithm และโครงสร้างราคา เพื่อลงโทษและระงับช่องทางร้านค้าต่างชาติที่ตั้งราคาต่ำกว่าทุนเพื่อฆ่าผู้ประกอบการไทย มีดหมอที่สองคือการสร้าง “กำแพงกักกันหน้าด่าน” โดยประสานกรมศุลกากรบังคับใช้มาตรการตรวจสุ่มและกักกันสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ มอก. และ อย. ที่หน้าด่านร้อยเปอร์เซ็นต์ สินค้าชิ้นไหนไม่มีใบรับรองความปลอดภัยตามกฎหมายไทย ต้องห้ามนำเข้าเพื่อสกัดสินค้าเกรดต่ำไม่ให้เข้ามาตัดราคากลไกการผลิตในประเทศ

                             สำหรับมีดหมอที่สาม คือการเปลี่ยนย่านค้าส่งออฟไลน์ดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ ให้กลายเป็น “เขตพาณิชย์พิเศษท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์”   ในเมื่อเราสู้เรื่องต้นทุนบนโลกออนไลน์ไม่ได้ รัฐต้องช่วยดึงเม็ดเงินกลับมาสู่โลกจริง โดยการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีท้องถิ่น ปรับปรุงภูมิทัศน์ ระบบขนส่งสาธารณะ และร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บรรจุย่านการค้าดั้งเดิมเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวภาคบังคับของชาวต่างชาติ พร้อมจัดตั้งระบบคืนภาษี (Tax Refund) ในพื้นที่ เพื่อผันตัวเองจากตลาดค้าส่งที่ซบเซา สู่ศูนย์กลางการช้อปปิ้งและวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้

                               อดีตผ่านมา มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐมักจำกัดวงอยู่เพียงการจัดหลักสูตรสัมมนา พาพ่อค้าแม่ค้าไทยไปอบรมวิธีไลฟ์สดและวิธีทำคอนเทนต์เพื่อขายของบนแพลตฟอร์มของต่างชาติ ซึ่งผลลัพธ์ในบั้นปลายกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้คนไทยยอมจ่ายค่าเช่าแผงลอยฟ้าให้ทุนนอกอย่างเชี่ยวชาญขึ้นเท่านั้น โดยไม่ได้กลับมาเหลียวมองเลยว่า กติกาการแข่งขันที่ปล่อยให้ทุนต่างแดนเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรีไร้พรมแดน แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มแห่งชาติของตนเองไว้รองรับ ย่อมทำให้ผู้บริโภคไทยทำได้เพียงแค่นั่งมองเม็ดเงินไหลออก และตกเป็นลูกไก่ในกำมือของเทคโนโลยีข้ามชาติต่อไป

                            สมรภูมิพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ล้านล้านบาทในครั้งนี้ กำลังเป็นดั่งกระจกบานใหญ่ที่วัดใจรัฐบาลว่าจะก้าวข้ามวิธีคิดแบบระบบราชการยุคเก่า เพื่อมาปกป้องระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีธรรมาภิบาลได้หรือไม่ การบังคับใช้มาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด การทลายสัญญาทาส และการพลิกโฉมทำเลทองในโลกออฟไลน์ คือทางรอดเดียวที่ต้องรีบทำในวันนี้ ก่อนที่ย่านการค้าส่งทางประวัติศาสตร์ของไทยจะเหลือเพียงแค่ชื่อในหนังสือท่องเที่ยว และคนไทยต้องกลายเป็นผู้เช่าแผ่นดินเสมือนของต่างชาติเพื่อทำมาหากินไปตลอดกาล

#ย่านการค้าส่ง#E-Commerceข้ามชาติ#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ประตูน้ำ  

ข่าวล่าสุด

แทรกเตอร์ EV งบ 8 พันล้าน ยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ ต้องไม่ทิ้งบทเรียนการลงทุนภาครัฐ !

แผลเก่า..แอร์บัส A340-500 ถึงรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน คำถามสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เพียงใด แต่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงแค่ไหน ?

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ

ข่าวอื่นๆ

แทรกเตอร์ EV งบ 8 พันล้าน ยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ ต้องไม่ทิ้งบทเรียนการลงทุนภาครัฐ !

แผลเก่า..แอร์บัส A340-500 ถึงรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน คำถามสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เพียงใด แต่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงแค่ไหน ?

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)