INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE
ประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2569
โดย- “ชัยทัศน์”
จากสนามแข่งขันระดับโลกสู่ระบบทุนสวามิภักดิ์เมื่อกติกาโครงสร้างไทยล็อกสเปกให้คนตัวใหญ่ชนะตั้งแต่ในมุ้ง
ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยบ่อยครั้งที่มักติดหล่มอยู่กับดรามาความน่าอิจฉาของมหาเศรษฐีและความน่าสงสารของคนยากจน
“คนราย” กับ “คนจน”
ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล เช่น กลุ่มประเทศองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) จะพบว่ากติกาการแข่งขันทางการค้าและระบบภาษีของไทยยังล้าหลัง และกลายเป็นกลไกหลักที่ตอกย้ำภาพปิรามิดฐานกว้างอันเป็นแผลกดทับทางสังคมมาอย่างยาวนาน
พฤติกรรมของสังคมไทยในการมอง“ความรวย”และ“ความจน” มักถูกครอบงำด้วยแว่นตาของความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ประเภท “อิจฉาคนรวย สงสารคนจน” ราวกับว่าความมั่งคั่งและความอัตคัดเป็นเพียงผลลัพธ์ของโชคชะตาหรือความเพียรพยายามส่วนบุคคล สื่อมวลชนและผู้นำทางความคิดมักผลิตซ้ำภาพความลำบากของชนชั้นล่างเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ หรือตีแผ่ความหรูหราของกลุ่มทุนเพื่อสร้างความปรารถนา แต่น้อยครั้งนักที่จะมีการตั้งคำถามอย่างจริงจังถึง “กฎกติกา” ที่ควบคุมกระดานเศรษฐกิจนี้ ว่ามีความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นทุกกลุ่มสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่
กลุ่มประเทศโออีซีดี (OECD) หรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย จะพบว่าหัวใจของความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำไม่ใช่การแจกเงินเพื่อบรรเทาความสงสาร แต่คือการใช้นโยบายภาษีก้าวหน้าในอัตราสูง (Progressive Taxation) ควบคู่ไปกับภาษีมรดกและภาษีที่ดินที่จัดเก็บอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมความมั่งคั่งแบบไร้ขีดจำกัดจนกลายเป็นรัฐอิสระ นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือเกลี่ยน้ำหนัก” เพื่อนำรายได้กลับมาจัดสรรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงระบบขนส่งมวลชน ทำให้เด็กที่เกิดในครอบครัวชั้นล่างมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้ด้วยความสามารถของตนเอง
ในทางกลับกัน กติกาภาษีและการถือครองสินทรัพย์ของประเทศไทยกลับมีลักษณะคล้าย “ตาข่ายที่ดักจับได้เฉพาะปลาซิวปลาสร้อย” ว่ากันว่า-มักปล่อยให้ปลาวาฬขนาดใหญ่ว่ายผ่านไปได้อย่างสะดวกสบาย แม้เราจะมีความพยายามบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมรดก แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยข้อยกเว้น ช่องโหว่ และกลไกทางเทคนิคที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่และเจ้าของที่ดินรายใหญ่สามารถบริหารจัดการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบการรายย่อยกลับถูกจัดเก็บภาษีอย่างตรงไปตรงมาและเข้มงวด สะท้อนให้เห็นว่ากติกาการคลังของไทยไม่ได้ทำหน้าที่ลดความห่าง แต่กลับปล่อยให้ระบบ “เงินต่อเงิน” ขับเคลื่อนไปได้เร็วกว่า “แรงต่อเงิน” เสมอ
ไม่เพียงแต่กติกาภาคการคลังเท่านั้น กติกาการแข่งขันทางการค้าของไทยในปัจจุบันก็กระฉ่อนส่าเอื้อให้เกิดภาวะ “ปลาใหญ่กินรวบ” มากกว่าการสร้างระบบนิเวศน์ที่เสรีและเป็นธรรม การควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในภาคโทรคมนาคม ค้าปลีก และพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้รับการรับรองและปล่อยผ่านจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ จนทำให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนสภาพเป็นทุนผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดอย่างเบ็ดเสร็จ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกติกาของสหภาพยุโรป (EU) ที่กฎหมายป้องกันการผูกขาดมีความศักดิ์สิทธิ์และเข้มงวดสูงสุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและรักษาพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ได้มีโอกาสหายใจและเติบโต
ความล้มเหลวของกติกาเหล่านี้ขยายผลไปสู่ “ต้นทุนทางการเงิน” ที่เหลื่อมล้ำอย่างน่าใจหาย กลุ่มทุนส่วนบนสุดของปิรามิดสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ผ่านการออกหุ้นกู้หรือการสนับสนุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าและแรงงานนอกระบบกลับต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยรายย่อยที่สูงลิ่ว หรือถูกผลักไสให้เข้าสู่กติกาทมิฬของหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยมหาโหด
เมื่อต้นทุนในการเริ่มวิ่งแข่งขันแตกต่างกันตั้งแต่ก้าวแรก เช่นนี้แล้ว ต่อให้ผู้เล่นที่อยู่ปลายแถวจะมีความวิริยะอุตสาหะเพียงใด ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถแซงหน้าแชมป์เก่าที่สตาร์ทในระยะเก้าสิบเมตรพร้อมรองเท้าวิ่งชั้นดี
ผู้คุมกฏมักยื่นหลักการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ แต่กลับดำเนินไปท่ามกลางโครงสร้างตลาดที่นับวันจะลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยลงเรื่อย ๆ สะท้อนชัดว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างไม่อาจเยียวยาได้เพียงด้วยการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หากแต่เรียกร้องการปรับปรุงกฎกติกาทางเศรษฐกิจให้เป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจัง หรือการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อลดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง
ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นธรรมของกติกาไม่ใช่เรื่องของการต่อต้าน“ความรวย” แต่คือการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและมีตาข่ายรองรับทางสังคม ที่แข็งแรงพอ เพื่อเปลี่ยนสถานะ “คนจน” จากเงื่อนไขที่จำกัดโอกาสในชีวิต ให้กลายเป็นเพียงสถานะชั่วคราวที่ประชาชนทุกคนสามารถพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นได้จริงตามศักยภาพของตน



