หน้าแรกINSIDE - INSIGHT        “เข้าพรรษา” ... มา “ลดอัตตา” และ “เกื้อกูล” กันดีไหม ?

        “เข้าพรรษา” … มา “ลดอัตตา” และ “เกื้อกูล” กันดีไหม ?

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 30 กรกฏาคม 2569 

                              ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากและรอยร้าวทางความคิดในสังคมยุคปัจจุบัน   วนเวียนมาถึงวันเข้าพรรษา วนกลับมาอีกครั้งมิใช่เพียงในฐานะวันสำคัญทางศาสนาตามประเพณี หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญในการหยุดทบทวนทิศทางของชีวิตและสังคม

                              การจำพรรษาตลอดสามเดือนของพระสงฆ์เป็นดั่งสัญลักษณ์เตือนใจให้พุทธศาสนิกชนหันกลับมาสำรวจสภาวะภายในเพื่อ ลดอัตตา ความยึดมั่นถือมั่นลง ควบคู่ไปกับการแผ่ขยายความ เกื้อกูล อันเป็นสากลเพื่อโอบอุ้มเพื่อนมนุษย์

                           เราลองมาสำรวจว่า เหตุใดคติธรรมโบราณนี้จึงกลายเป็นวัคซีนถอนพิษความขัดแย้งในคติโลกยุคใหม่ และพุทธมามกะที่แท้จริงควรปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษยโลกอย่างไรในวันที่สังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาและความเห็นแก่ตัว

                           ย้อนกลับไปสู่ปฐมบทในชมพูทวีป ณ ประเทศอินเดีย ดินแดนพุทธภูมิ บัญญัติเรื่องการเข้าพรรษานั้นมิได้เริ่มต้นจากปาฏิหาริย์ แต่เริ่มจาก “ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม” ในอดีตช่วงฤดูมรสุมของอินเดีย พระสงฆ์ที่จาริกไปในที่ต่างๆ มักเดินเหยียบย่ำไปบนนาข้าว พืชผล และสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังเติบโต จนชาวบ้านพากันติติง พระพุทธองค์จึงทรงวางระบบให้พระสงฆ์อยู่ประจำที่ตลอดสามเดือน สะท้อนให้เห็นว่าพุทธศาสนาในอินเดียยุคนั้นให้ความสำคัญกับการไม่เบียดเบียนโครงสร้างสังคมและปากท้องของประชาชน การเข้าพรรษาจึงเป็นโมเดลต้นแบบของการลดทิฐิส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาตั้งแต่สองพันกว่าปีที่แล้ว

                               เมื่อตัดภาพกลับมาที่สังคมไทยปัจจุบัน โรคระบาดทางความคิดที่น่ากลัวที่สุดกลับไม่ใช่ไวรัส แต่คือ “โรคอัตตาสูง” (Ego) ที่ต่างฝ่ายต่างปักธงว่าตนเองถูกต้อง 100% แล้วตราหน้าผู้ที่คิดต่างว่าเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างระหว่างวัยหรือความขัดแย้งบนโลกออนไลน์ การเข้าพรรษาในบริบทคติโลกยุคใหม่จึงต้องเน้นย้ำเรื่องการลดอัตตาเป็นอันดับแรก การก้าวเท้าเข้าวัดเพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝนจะไร้ความหมายทันที หากหัวใจของเรายังคงแบกความโกรธขึงและชี้นิ้วตัดสินคนอื่น การจำพรรษาที่แท้จริงของคนเมืองคือการ “จำพรรษาที่ปากและคีย์บอร์ด” ยอมถอยคนละก้าวเพื่อลดการปะทะและเปิดใจรับฟังความต่าง

                                 ผลลัพธ์โดยตรงจากการลดอัตตา คือการเปิดพื้นที่ให้ความเกื้อกูลที่แท้จริงได้ทำงาน สังคมไทยขึ้นชื่อว่าเป็นสังคมที่มีน้ำใจและชอบทำบุญ แต่อัตตามักทำให้ความเกื้อกูลนั้นจำกัดอยู่เฉพาะกับ “พวกเดียวกัน” หรือ “คนที่คิดเหมือนกัน” เท่านั้น   คติโลกในศตวรรษที่ 21 เรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนขยายขอบเขตแห่งความเมตตาให้เป็นสากล (Inclusivity) การช่วยเหลือโอบอุ้มผู้เปราะบาง ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือแม้แต่คนต่างชาติต่างศาสนา โดยไม่แบ่งแยกฝักฝ่าย คือการสะท้อนภาพลักษณ์ของชาวพุทธผู้เจริญแล้ว ที่มองเห็น “มนุษยภาพ” ในตัวของทุกคนอย่างเท่าเทียม

                                แต่เชื่อไหม  ว่าเรามักเห็นพุทธมามกะจำนวนมากในปัจจุบัน สลักจิตสลักใจกับการเป็น “นักบุญทุนหนา” แย่งชิงกันเป็นเจ้าภาพหล่อเทียนพรรษาเล่มใหญ่ที่สุด ถ่ายรูปอัปลงโซเชียลเพื่อประดับบารมีและเพิ่มพูนอัตตาของตนเองอย่างอิ่มเอมใจ แต่ในทางกลับกัน ยามก้าวพ้นประตูวัด พวกเขากลับละเลยที่จะหยิบยื่นความเกื้อกูลให้เพื่อนมนุษย์ ยอมทุ่มเงินแสนเพื่อซื้อไฟระย้าถวายโบสถ์ แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวกับค่าแรงของลูกน้อง หรือมองข้ามคนยากไร้ที่นอนอยู่ข้างกำแพงวัด ซ้ำร้ายยังพร้อมเปิดศึกขับรถปาดหน้า หรือพิมพ์คอมเมนต์บูลลี่คนเห็นต่างในโลกออนไลน์อย่างหน้าตาเฉย การทำบุญเข้าพรรษาแบบ “เปลือกหุ้มเนื้อ” ที่ยิ่งทำบุญ แต่อัตตายิ่งพองโตและแบ่งแยกเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ ช่างเป็นความย้อนแย้งที่ห่างไกลจากวิถีพุทธภูมิมรดกจากอินเดียที่เน้นความถ่อมตนอย่างสิ้นเชิง

                              วันเข้าพรรษาปีนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการกักขังตัวเองอยู่กับพิธีกรรมที่ไร้แก่นสาร แต่คือการท้าทายให้ พุทธมามกะ ทุกคนหันมาถือคติตามแนวทางที่ถูกต้อง ด้วยการ “ลดอัตตาจากภายใน เพื่อแผ่ขยายความเกื้อกูลสู่ภายนอก” หากตลอดสามเดือนนี้ เราสามารถลดทิฐิลงได้เพียงคนละหนึ่งส่วน และหยิบยื่นความเห็นอกเห็นใจให้เพื่อนมนุษยโลกโดยไม่เลือกปฏิบัติ สังคมที่เคยแตกร้าวก็ย่อมจะได้รับการสมานแผลด้วยธรรมะที่เป็นรูปธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกอวดอ้างความดีงามผ่านวัตถุ แล้วหันมาเริ่มต้น “เข้าพรรษาที่ใจ” เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบเย็นและเกื้อกูลกันอย่างแท้จริงตราบกาลนาน

#เข้าพรรษา#พุทธศาสนา#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#ชมพูทวีป

ข่าวล่าสุด

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

ข่าวอื่นๆ

คนไทย “คลั่งกาแฟ” ล้นเมือง  แต่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟไม่พอ  ช่องว่าง 8 หมื่นตันกำลังบอกอะไร?

คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...