หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด "เมืองงามอันดับโลก"  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

เชียงใหม่,กรุงเทพ ฯ ติด “เมืองงามอันดับโลก”  ภาพสะท้อนเบื้องหลังยังสอบตกผุกร่อนด้วยทุนเทา-สแกมเมอร์

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE

ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

โดย-  “ชัยทัศน์”

                                 ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่นิตยสารระดับโลกอย่าง Travel + Leisure ประกาศให้ “เชียงใหม่” คว้าอันดับ 3 และ “กรุงเทพมหานคร” ติดอันดับ 6 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คือยากระตุ้นหัวใจชั้นดีของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องความงดงามของวัดวาอาราม ธรรมชาติ และสตรีทฟู้ดระดับมิชลินที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล ทว่าในมุมกลับกัน หากเรากะเทาะเปลือกแห่งความหรูหรานั้นออก จะพบรอยร้าวและ “ขยะใต้พรม” ชิ้นมหึมาที่กำลังกัดกินรากเหง้าของสองมหานครนี้อย่างเงียบเชียบ เมืองที่สวยงามอย่างแท้จริงในมาตรฐานสากล จึงมิอาจวัดกันเพียงแค่ฉากทัศน์ “เบื้องหน้า” ที่ถูกตกแต่งเพื่อการโฆษณา แต่ต้องพิจารณาไปถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลใน “เบื้องหลัง” ที่ยังคงสกปรกรกรุงรังและรอวันปะทุ

                            เมื่อนำแชมป์อันดับ 1 อย่าง ซานมิกูเอลเดอาเยนเด (San Miguel de Allende) ของ เม็กซิโก หรือ เกียวโต ของญี่ปุ่น มาเป็นมาตรวัด จะพบว่าเสน่ห์ของเมืองเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่บิดเบี้ยว แต่เกิดจากการจัดการผังเมืองและความปลอดภัยที่เข้มงวด ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ “หน้าชื่นอกตรม” อย่างรุนแรง ภาพความขัดแย้ง ระหว่างภาพลักษณ์เมืองสวรรค์ของนักเดินทาง กับสมรภูมิอาชญากรรมของคนในพื้นที่ กลายเป็นโจทย์ข้อยากที่ท้าทายกฎหมายไทย เพราะในขณะที่สายตาต่างชาติมองเห็นวัฒนธรรมล้านนาอันงดงามและแสงสีศิวิไลซ์ของเมืองหลวง แต่เนื้อในกลับกำลังถูกมาเฟียข้ามชาติและมิจฉาชีพไซเบอร์เข้ามายึดพื้นที่ทำมาหากินอย่างไร้ความเกรงกลัว

                                ที่น่ากังวลที่สุดคือ “เชียงใหม่” เมืองอันดับ 3 ของโลก ที่วันนี้กลายเป็นสมรภูมิเงียบของขบวนการ “ทุนเทาและนอมินี” ซึ่งฝังรากลึกในธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่โรงแรมหรู หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร ไปจนถึงรถเช่าและบริษัทนำเที่ยว จากข้อมูลตรวจสอบเชิงลึก 3 ปีย้อนหลัง (2566-2568) รัฐบาลต้องสนธิกำลัง 6 หน่วยงานหลักเพื่อกวาดล้างนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงใน 11 จังหวัดท่องเที่ยว โดยเชียงใหม่คือเป้าหมายอันดับต้น ๆ มีการส่งรายชื่อนิติบุคคลให้กรมสรรพากรไล่บี้ภาษีย้อนหลังกว่า 14,800 ราย กรมที่ดินลุยตรวจการถือครองอสังหาฯ บังหน้าอีก 17,556 ราย และ ปอศ. ดำเนินคดีอาญาไปแล้ว 2,257 ราย ทว่าสิ่งเหล่นี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะขบวนการนี้ซับซ้อนขึ้นถึงขั้นใช้คนไทยคนเดียวถือหุ้นบังหน้าในบริษัทกลุ่มเสี่ยงมากกว่า 130 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐยังคงตามไล่จับกุมคุมขังได้ไม่หมดสิ้น

                                หันมามองที่ “กรุงเทพมหานคร” มหานครอันดับ 6 ของโลก ซึ่งเบื้องหลังความคึกคักยามค่ำคืนและตึกระฟ้า คือเมืองหลวงที่เผชิญหน้ากับ “สแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์” รายวัน สถิติคดีอาญาทางเทคโนโลยีในรอบ 3 ปีย้อนหลัง พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ด้วยตัวเลขรับแจ้งความออนไลน์สะสมทั่วประเทศกว่า500,000-600,000 คดี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 70,000 ล้านบาท โดยมีกรุงเทพฯ เป็นแชมป์อันดับ 1 ที่มีผู้เสียหายและหมายจับ “บัญชีม้า” มากที่สุด แม้ศูนย์ AOC 1441 และตำรวจไซเบอร์จะพยายามกวาดล้างอายัดบัญชีและจับกุมรายวัน แต่ตราบใดที่ตัวการใหญ่ยังซ่อนตัวอยู่หลังคีย์บอร์ดในประเทศเพื่อนบ้าน กรุงเทพฯ ก็ยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่นอกจากคนไทยจะโดนหลอกแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มักตกเป็นเหยื่อของการต้มตุ๋นสารพัดรูปแบบ

                            บทเรียนจากเมืองที่พัฒนาแล้วทั่วโลกชี้ชัดว่า เมืองที่สวยงามน่าอยู่จริง ต้องสะอาดใน 3 มิติ คือ กายภาพ สังคม และข้อกฎหมาย แต่ในบริบทของประเทศไทย เราสอบผ่านเพียงแค่ “กายภาพเฉพาะจุด” ที่สร้างไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่กลับสอบตกในมิติสังคมและกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ตราบใดที่ระบบขนส่งสาธารณะยังเต็มไปด้วยมาเฟียคุมถิ่น ทางเท้าพังยับเยิน ขยะล้นเมืองในเขตชุมชนแออัด และที่ร้ายที่สุดคือ “ธรรมาภิบาลที่สะอาดไม่พอ” ของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ยอมหลับตาข้างหนึ่งเพื่อรับผลประโยชน์จากทุนต่างชาติสีเทา สิ่งสกปรกรกรุงรังเบื้องหลังเหล่านี้ จึงเป็นเนื้อร้ายที่คอยบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว

                               การที่ประเทศไทยได้รับรางวัลและการจัดอันดับในระดับโลก ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงศักยภาพและต้นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในสายตาของประชาคมนานาชาติ   อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดความสำเร็จดังกล่าวอาจยังมิได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างภายในที่ยังคงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากหน่วยงานภาครัฐและผู้บริหารส่วนท้องถิ่นมุ่งเน้นเพียงตัวเลขอันดับสถิติ โดยละเลยการบูรณาการเพื่อกวาดล้างขบวนการนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนการทลายเครือข่ายมิจฉาชีพทางเทคโนโลยีและแก๊งสแกมเมอร์ในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ปัญหาความมั่นคงภายในเหล่านี้อาจส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว ซึ่งยากจะเยียวยาได้ด้วยงบประมาณการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

                           ถึงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ เพื่อแปรเปลี่ยนความสำเร็จเชิงภาพลักษณ์ ให้กลายเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย

ข่าวอื่นๆ

ร้าน “ขายยา” จะถึงฉากอวสาน…หรือไม่ ?   20,000 กว่าร้านยังอยู่ -แต่กำไรถูกบีบ ทุนใหญ่กำลังเปลี่ยนเกม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินยอดขายธุรกิจร้านขายยาในปี 2567 ประมาณ 43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน

อนุทินเดินสาย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์   สร้างความเชื่อมั่นนอกบ้าน  แต่อย่าทิ้ง..ต้องปัดกวาดบ้าน !

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก   รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก                            ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ...

“ปิด-ล้าง-เลี่ยง-หยุด” 4 เกราะ..สู้ไข้หวัดใหญ่ 2.47 แสนราย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 27 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสม 247,215 ราย เสียชีวิต 25 ราย ขณะที่โควิด-19 พบผู้ป่วย 36,246 ราย เสียชีวิต 5 ราย