รอยร้าวสายเลือดของโบเมียะ สถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล เดิมพันอำนาจใหม่ท้าทายเอกภาพกะเหรี่ยง
สมรภูมิเดือดประชิดแม่สอด เมื่อแผ่นดินกะเหรี่ยงปริแยก ท่ามกลางวิถีกระสุนที่ไร้ความปรานี
สแกนแผนลึกเนปิดอว์ แบ่งแยกแล้วปกครอง ฉกฉวยรอยแยกชาติพันธุ์ ขยี้ปีกทายาทนักสู้
จับตาหมากรุกมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน ในสงครามตัวแทนที่ปิดไม่มิด และบทพิสูจน์ชั้นเชิงอธิปไตยไทย
สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ หลังการประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเล” (Republic of Kawthoolei) โดย พล.อ. เนอดา เมียะ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลทหารเมียนมา แต่ยังเผยให้เห็นรอยร้าวลึกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ยากจะประสานได้
การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นทั้งความพยายามกอบกู้เกียรติยศของตระกูล“โบเมียะ” และการท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งที่ถูกแทรกซึมด้วยผลประโยชน์ของมหาอำนาจโลก ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับสภาวะความเปราะบางชายแดนจากภาคเหนือจรดภาคใต้ ที่ต้องอาศัยการทูตและการทหารที่แม่นยำกว่าทุกยุคสมัย
รากเหง้าของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้มีที่มาจากสภาวะวิกฤตการสืบทอดอำนาจ หลังสิ้นสุดยุคนายพลโบเมียะ ผู้นำระดับตำนานที่เคยเป็นศูนย์รวมจิตใจของกะเหรี่ยงทุกฝ่าย ทว่าบารมีส่วนบุคคลกลับไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังระบบสถาบันของ KNU อย่างราบรื่น พล.อ. เนอดา เมียะ ในฐานะทายาทสายเลือดโดยตรง จึงเลือกเดินตามรอยพ่อด้วยวิถีที่ดุดันกว่าผ่านการสถาปนากองทัพ KTLA เพื่อยืนยันความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งความขัดแย้งระหว่าง “ระบบองค์กร” ของ KNU ที่ต้องการสหพันธรัฐ กับ “บารมีสายเลือด” ของกอทูเลที่ประกาศเอกราชแยกขาดนี้เอง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เอกภาพของกะเหรี่ยงปริแตก และนำไปสู่การเผชิญหน้ากันเองชิดพรมแดนไทยในพื้นที่ อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก
ในขณะที่ภายในชาติพันธุ์กำลังสับสน
รัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) ได้อาศัยช่วงเวลานี้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกทั้งทางทหารและจิตวิทยา ผ่านกลยุทธ์ แบ่งแยกแล้วปกครอง เพื่อลดทอนกำลังฝ่ายต่อต้าน กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโดรนโจมตีและปืนใหญ่ปูพรมเข้าสู่ฐานที่มั่นของกอทูเลอย่างรุนแรง ส่งผลให้วิถีกระสุนล้ำแดนลึกเข้ามายังชุมชนไทยบ่อยครั้ง ทั้งด้าน อ.แม่สอด และ อ.พบพระ
การขยับตัวของเนปิดอว์ในครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งหวังชัยชนะในสนามรบ แต่ยังมุ่งทำลายขวัญและกำลังใจของชาวกะเหรี่ยงผ่านการตอกย้ำภาพความแตกแยกของผู้นำรุ่นลูกที่ไม่สามารถรักษาความสงบสุขตามแนวชายแดนได้เหมือนยุคบรรพบุรุษ
สถานการณ์ดังกล่าวยังทับซ้อนด้วยสมรภูมิเงียบของมหาอำนาจโลก โดยสหรัฐอเมริกาและจีนต่างวางหมากเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างมีนัยสำคัญ
สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยและกลุ่มองค์กรหลัก (KNU/NUG) เพื่อคานอำนาจรัฐบาลทหาร
ขณะที่จีนให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพชายแดนเพื่อปกป้องเขตเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนในพื้นที่สีเทา
ความลักลั่นของท่าทีจากสองมหาอำนาจทำให้พื้นที่ชายแดนไทยกลายเป็นเขตแสดงอิทธิพลทางอ้อมที่ซับซ้อน บีบให้ไทยต้องแบกรับภาระทั้งด้านมนุษยธรรมและอธิปไตย ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่ติดกับกัมพูชา
ในเชิงรัฐศาสตร์และวิชาการด้านความมั่นคง ปรากฏการณ์กอทูเลคือภาพสะท้อนของ “พื้นที่ไร้อำนาจรัฐเด็ดขาด” ที่ส่งออกความรุนแรงข้ามพรมแดน เมื่อองค์กรติดอาวุธแตกตัวออกเป็นกลุ่มย่อย การเจรจาสันติภาพและการทำความตกลงเรื่องเขตแดนจึงมีความซับซ้อนขึ้นเป็นทวีคูณ ความสงบสุขชายแดนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสู้รบในเมียนมาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลไทยในการกำหนด “เส้นแบ่งอธิปไตยที่แตะต้องไม่ได้” และการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือสงครามตัวแทนขยายตัวเป็นวิกฤตระดับภูมิภาค
บทสรุปสุดท้ายของมหากาพย์กอทูเลนี้สะท้อนว่า แผลเป็นจากสงครามสายเลือดของผู้อื่นกำลังกลายเป็นบททดสอบความมั่นคงของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทย ณ นาทีนี้ ต้องยืนหยัดในฐานะผู้นำที่สุขุมแต่มีอำนาจต่อรองที่ชัดเจน การบริหารจัดการความขัดแย้งรอบข้างต้องทำอย่างเท่าทันต่อภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป เพราะอธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการรักษาเส้นเขตแดนบนแผนที่ แต่คือการป้องกันไม่ให้บาดแผลจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้านกลายเป็นแผลเรื้อรังบนแผ่นดินไทยสืบไป
การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดบทบาทของไทยบนเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ
2569-01-25 “ชัยทัศน์“



