INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569
อนุทินชูวิสัยทัศน์ เปิดทำเนียบรับ 76 ทูต เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ
ดึงลงทุน-เทคโนโลยี-ตลาดใหม่ เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 76 คน พร้อมประกาศทิศทางประเทศไทยภายใต้แนวคิด “เปิดกว้าง-เชื่อมโลก-เติบโตไปด้วยกัน” โดยรัฐบาลวางการต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการเปิดประตูสู่การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การพบปะคณะทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยต้องการปรับบทบาทจากประเทศที่รอรับการลงทุน ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ของนานาประเทศ โดยเชื่อมโยงจุดแข็งด้านฐานอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพการเชื่อมต่อกับภูมิภาคเข้ากับการลงทุนแห่งอนาคต สอดคล้องกับแนวทางที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอในเวทีธุรกิจก่อนหน้านี้ว่า ไทยต้องการเป็นฐานเศรษฐกิจและแพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค ไม่ใช่เพียงตลาดหรือฐานการผลิตเท่านั้น
ในมิติยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนดังกล่าวมีเป้าหมายเชื่อม การทูตกับเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเปิดตลาดใหม่ และการเร่งความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการเดินหน้าข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเตรียมรับบทบาทที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคในอนาคต ทั้งการรับมือวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือกับประเทศในตะวันออกกลาง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับวาระการเป็นประธานอาเซียนของไทยในช่วงปี 2570–2571 ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลพยายามวางประเทศไทยให้อยู่ในตำแหน่ง “ผู้เชื่อมโยง” ระหว่างภูมิภาคและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มากกว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะตั้งรับ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของรัฐบาลไม่ได้อยู่เฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตานานาชาติ หากยังอยู่ที่การจัดการปัญหาภายในประเทศที่สะสมและยังรอการแก้ไข ทั้งเศรษฐกิจฐานรากที่ประชาชนยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตลอดจนปัญหาสังคมและประสิทธิภาพของระบบราชการ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของ “ความเชื่อมั่น” ไม่ต่างจากภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจในสายตานักลงทุนต่างชาติ เพราะนักลงทุนย่อมประเมินทั้งศักยภาพของตลาดและความสามารถของรัฐในการบริหารประเทศควบคู่กัน ขณะที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกำลังรวบรวมข้อมูลและเตรียมเดินหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นเป้าหมายสำคัญ
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่เพียงการประกาศว่าไทยพร้อม “เปิดกว้าง เชื่อมโลก” แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลสามารถเชื่อมโลกภายนอกเข้ากับการแก้ปัญหาภายในประเทศได้จริง การดึงเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถสร้างงาน เพิ่มรายได้ ยกระดับผู้ประกอบการไทย และกระจายประโยชน์ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกัน ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและปัญหาสังคมต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังและตรวจสอบได้ การเปิดเวทีรับ 76 คณะทูตจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ หากแต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงอยู่ที่การบริหารราชการภายในและการตอบคำถามต่อรัฐสภาและประชาชน เมื่อรัฐบาลกำลังเผชิญทั้งภารกิจเชื่อมประเทศไทยกับโลก และแรงกดดันจากการตรวจสอบทางการเมืองพร้อมกัน
#เปิดทำเนียบรับ 76 ทูต#หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#เงินลงทุนจากต่างประเทศ



