การกลับมาฟื้นตัวของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หลังผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีขององค์กรแห่งหนึ่ง หากแต่เป็น “บทเรียนเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนชัดว่า เมื่อธุรกิจขนาดใหญ่ถูกปลดออกจากอำนาจการเมือง และเดินตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง โอกาสอยู่รอดและฟื้นตัวมีความเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนเข้าสู่แผนฟื้นฟู การบินไทยเผชิญปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนาน ท่ามกลางข้อครหาด้านธรรมาภิบาล การจัดซื้อจัดจ้าง และนโยบายเชิงการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับหลักธุรกิจการบินสากล โดยในอดีตเคยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน และบางกรณีถูกส่งให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบ แต่ผลลัพธ์จำนวนมากยังไม่ปรากฏความคืบหน้าอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน
การนำการบินไทยออกจากสถานะรัฐวิสาหกิจ และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้การกำกับของศาลแรงงาน ถือเป็นจุดตัดสำคัญที่ลดบทบาทฝ่ายการเมืองออกจากการตัดสินใจเชิงธุรกิจโดยพฤตินัย ผลที่เกิดขึ้นคือการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และยึดหลักประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์เป็นแกนกลาง จนนำไปสู่การกลับมามีผลประกอบการที่ดีขึ้น และพ้นจากแผนฟื้นฟูในที่สุด
อย่างไรก็ตาม กระแสความพยายามของฝ่ายการเมืองบางส่วนในการกลับเข้าไปมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางของการบินไทยอีกครั้ง กำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทมิได้เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป แต่เป็นบริษัทมหาชนที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ และตลาดทุน
การแทรกแซงเชิงนโยบายในลักษณะเดิม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงซ้ำรอยอดีต
เสียงคัดค้านจากตัวแทนแรงงานและอดีตผู้นำสหภาพ แม้จะถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งภายในองค์กร แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนความหวาดระแวงจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่อยู่กับองค์กรในช่วงตกต่ำที่สุด บทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อการตัดสินใจเชิงธุรกิจถูกผูกโยงกับผลประโยชน์ทางการเมือง ความเสียหายมักตกอยู่กับองค์กร พนักงาน และประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี
บทเรียนของการบินไทยจึงไม่ควรถูกลืม การฟื้นฟูที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะอำนาจรัฐเข้มแข็งขึ้น แต่เพราะอำนาจรัฐถอยออก เปิดพื้นที่ให้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และกลไกตลาดทำงานอย่างแท้จริง
คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า “ใคร“ ควรเข้าไปกำกับการบินไทย หากแต่คือ..สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะ ”ไม่ย้อนกลับ“ ไปสู่ความผิดพลาดเดิมอีกครั้ง
17/12/2568 “ชัยทัศน์“



