บทพิสูจน์ประสิทธิภาพ กกต. ภายใต้งบประมาณมหาศาล กับระบบที่ถูกตั้งคำถามว่า “อำนวยความสะดวก” หรือ “สร้างความสับสน” ให้กับอธิปไตยของประชาชนกันแน่?
ท่ามกลางการนับถอยหลังสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏการณ์ “สิทธิที่หล่นหาย” ของประชาชนกว่า 8 แสนคน กำลังกลายเป็นโจทย์พยากรณ์สำคัญที่ท้าทายความเชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อความต่างเชิงเทคนิคระหว่างกฎหมายสองฉบับ กำลังส่งผลกระทบต่อพลังเสียงของผู้ออกเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลภายหลังการปิดยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตื่นตกใจ เมื่อพบ “ส่วนต่าง” ของผู้มีสิทธิที่หายไปกว่า 8 แสนราย โดยมีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตถึง 2.4 ล้านคน แต่กลับมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิประชามติเพียง 1.5 ล้านคนเศษเท่านั้น
ปมปัญหานี้สืบเนื่องมาจากข้อจำกัดใน พรบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พศ.2564 ที่ไม่ได้เปิดช่องให้มีการลงคะแนนล่วงหน้าหรือนอกเขตได้อย่างอิสระเหมือนกฎหมายเลือกตั้ง สส. ส่งผลให้ประชาชนกว่า 8 แสนคนที่มีภารกิจในวันจริง ตกอยู่ในภาวะ “กึ่งเสียสิทธิ” โดยปริยาย หากไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อหย่อนบัตรใบที่ 3 ได้ทันเวลา
ภายใต้งบประมาณจัดการที่สูงถึงระดับหลายพันล้านบาท กกต. กลับเลือกใช้ระบบการจัดการแบบ “แยกส่วน”ในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยกำหนดให้ประชาชนต้องเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง สส. ก่อน จึงจะเดินไปยังจุดถัดไปเพื่อรับบัตรประชามติ ความซับซ้อนนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “จุดเสี่ยง” ที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าภารกิจสิ้นสุดลงเพียงแค่การหย่อนบัตร สส. และเดินออกจากหน่วยไปโดยไม่ได้ใช้สิทธิประชามติ
นอกจากนี้ การจัดส่ง “เอกสารแนะนำเจ้าบ้าน” 19 ล้านครัวเรือนแบบแยกเล่มซ้ำซ้อนกันถึง 2 ครั้ง ทั้งที่มีเป้าหมายในวันและเวลาเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำถึงความลักลั่นในการสื่อสาร ข้อมูลที่ถูกแยกส่วน นอกจากจะสร้างภาระงบประมาณแล้ว ยังอาจทำให้เกิดสภาวะ “ข้อมูลพร่าเลือน” จนประชาชนสับสนในขั้นตอนปฏิบัติ
ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือการสร้างการรับรู้ใน “สาระสำคัญ” ของการประชามติ ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการลงมติ “เห็นชอบ” คือการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐธรรมนูญใหม่ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริงทางกฎหมาย นี่คือเพียง “การเปิดประตูบานแรก” เพื่อรับหลักการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น การตัดสินใจบนฐานความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงเป็นความท้าทายเรื่องความชอบธรรมที่ กกต. ต้องเร่งชี้แจงก่อนถึงวันจริง
หากบทสรุปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จบลงด้วยสถิติผู้เสียสิทธิหรือบัตรเสียจำนวนมหาศาล กกต. ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องเชิงโครงสร้างได้
ในโลกยุค 2026 การอำนวยความสะดวกคือมาตรฐานขั้นต่ำของการบริหารงานภาครัฐ และเสียงทุกเสียงที่หายไป คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรอิสระในท้ายที่สุด



