ตัวเลขสะท้อน “คุณภาพผู้ใช้สิทธิ” ขณะ กกต. ต้องเร่งอุดรอยรั่วธุรการ ชี้กรรมการผู้รับผิดชอบด้านบริหารจัดการเลือกตั้งควรออกมาแก้ปัญหาโดยตรง
การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเลือกตั้งขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองสำคัญ ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัดแตะระดับกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า สะท้อนให้เห็นพลังของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่แสดงเจตจำนงชัดเจนในการเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้ง แม้จะต้องผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนล่วงหน้าและการเดินทางที่ซับซ้อนกว่าการเลือกตั้งในวันจริง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่สูง ไม่อาจนำไปเทียบตรง ๆ หรือใช้เป็นฐานคาดการณ์อัตราผู้มาใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริง 8 กุมภาพันธ์ได้โดยอัตโนมัติ เพราะฐานประชากรของผู้ใช้สิทธิทั้งสองวันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่เลือกใช้สิทธิล่วงหน้าคือกลุ่มที่ “ตั้งใจ” มาแต่ต้น เป็นกลุ่มที่มีแรงจูงใจทางการเมืองสูง และตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริงได้
ในทางตรงกันข้าม วันที่ 8 กุมภาพันธ์คือวันเลือกตั้งของ “คนที่เหลือทั้งหมด” ซึ่งไม่มีการคัดกรองความตั้งใจล่วงหน้า ฐานผู้มีสิทธิในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งผู้ที่ตั้งใจแน่วแน่ ผู้ที่ลังเล ผู้ที่อาจเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ไปจนถึงผู้ที่ไม่คิดจะไปใช้สิทธิเลย การนำตัวเลขเลือกตั้งล่วงหน้ามาใช้พยากรณ์บรรยากาศวันเลือกตั้งจริง หากไม่อธิบายบริบทอย่างรอบด้าน ย่อมเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
ตัวเลขเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นตัวสะท้อน “คุณภาพของฐานผู้ใช้สิทธิ” มากกว่าเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิการเมืองทั้งประเทศ ขณะที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ระบบการเมืองสามารถดึงประชาชนกลุ่มกลางและกลุ่มที่ยังลังเลออกมาที่คูหาได้มากเพียงใด ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความชอบธรรมทางการเมืองในภาพรวมอย่างแท้จริง
มีเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดชุดเอกสารผิดพลาด การแสดงข้อมูลผู้สมัครไม่ครบถ้วน หรือความสับสนในการเขียนรหัสหน้าซองบัตรเลือกตั้ง และิีกหลายเหตุการณ์ที่เกิดจากการใช้สิทธิของผู้มีสิทธอเลือกตั้ง แม้สำนักงาน กกต. จะยืนยันว่าไม่กระทบสาระสำคัญของการเลือกตั้ง แต่ก็สะท้อนช่องโหว่ด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะความผิดพลาดเชิงเทคนิคที่เกิดซ้ำนั้นกระหนาบคาบเกี่ยวกับตัวบทกฏหมายที่ระบุไว้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. จึงบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งโดยรวม
ในภาพการรับผิดชอบต่อสาธารณะของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ซึ่งตามโครงสร้างและระเบียบภายใน กรรมการ กกต. แต่ละคนได้ถูกกำหนดบทบาทความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน แยกเป็นด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านสืบสวนสอบสวน ด้านกฎหมาย ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง และอีกหลายด้าน กรณีปัญหาความบกพร่องที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า อาจลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นได้ทุกขณะ จึงควรเป็นบทบาทของกรรมการ กกต. ที่รับผิดชอบ “ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง”และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกัน โดยตรงที่จะต้องออกมาดำเนินการ แก้ไข และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างทันทีทันใดที่สิ้นสุดการลงคะแนนล่วงหน้า มากกว่าการปล่อยให้เลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็นฝ่ายธุรการและฝ่ายปฏิบัติงาน ต้องรับหน้าและชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพียงลำพัง
ภาพที่เห็นเช่นนี้ไม่เพียงสะท้อนว่า ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวันลงคะแนนทั่วประเทศ 8 กุมภาพันธ์ ที่กฏหมายระบุไว้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. หากไม่ได้รับการแก้ไขจากกรรมการที่รับผิดชอบทันท่วงที ก็จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของโครงสร้างความรับผิดชอบขององค์กรอิสระในภาพรวมได้
แต่อย่าให้ถึงกับกระทบคำขวัญ “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฏหมาย“ ก็แล้วกัน
2569-02-04 “ชัยทัศน์”



