เมื่อโลกกำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่แผ่ขยายเร็วกว่าไฟลามทุ่ง ไทยก้าวขึ้นเวทีสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) เสนอวาระเร่งด่วนให้ปราบ “แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ” จนได้เสียงสนับสนุนจากนานาชาติ สะท้อนว่าปัญหานี้มิใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่คือสงครามระดับโลกที่ต้องร่วมกันดับไฟ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่กรุงเจนีวา นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาไทย นำคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) ครั้งที่ 151 โดยมอบหมายให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. เสนอ “ระเบียบวาระเร่งด่วน” เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ มุ่งเน้นการปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายเป็นลูกโซ่ทั่วโลก การนำเสนอของผู้แทนไทยได้รับเสียงปรบมือกึกก้องจากประเทศสมาชิก หลายชาติเห็นพ้องให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระเพื่อพิจารณาลงมติต่อไป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยผลักดันประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นสู่ระดับสากลอย่างเป็นทางการ
แก๊งมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ได้วิวัฒนาการจากการหลอกลวงรายย่อยสู่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มีฐานปฏิบัติการในเขตชายแดน โดยเฉพาะกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกม ผู้ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้ลงทุน ทางออนไลน์ หรือโอนเงินปลอม สร้างความเสียหายหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี หลายประเทศเริ่มมองเห็นว่า “สแกมเมอร์” ไม่ใช่แค่อาชญากรรมดิจิทัล แต่คือการค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นทั้งคน เงิน และข้อมูล
รัฐบาลไทยเพิ่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อรับมือปัญหานี้ และขยับตัวอย่างช้า ๆ ตามแบบข้าราชการ แนวทางการบังคับใช้กฏหมายจริงจังยังจำกัด แม้จะมีความพยายามบล็อกบัญชีม้าและใช้ระบบ AI จับพฤติกรรมหลอกลวง ทว่าการขาดการประสานข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการไม่มีกฎหมายเฉพาะด้าน ยังเปิดช่องให้เครือข่ายข้ามชาติซ่อนตัวได้
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค ก็ต้องพิสูจน์ว่า “ดิจิทัลไทย” ไม่ใช่สวรรค์ของมิจฉาชีพออนไลน์ แต่เป็นดินแดนที่กฎหมายแข็งแรงและประชาชนได้รับการคุ้มครอง
ฟืนไฟไซเบอร์ไม่รอให้ใครอนุมัติแผนงาน มันลามเงียบ รวดเร็ว และถึงประตูบ้านเราแล้ว การตั้งคณะกรรมการแล้วกำลังขยับตัวโดยไม่มีแผนปฏิบัติการเท่ากับเปิดหน้าต่างให้ควันเข้ามาเอง ถ้าไม่เร่งดับตอนนี้ อย่ามาโทษใครเมื่อไฟไหม้ทั้งหลัง เพราะบ้านนี้ เราเองที่จุดไฟทิ้งไว้ตั้งแต่ต้น



