วันจันทร์, มีนาคม 9, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเหตุใดอุทกภัย “ยืดเยื้อ !“ หรือการบัญชาการที่ไม่เป็นเอกภาพ

เหตุใดอุทกภัย “ยืดเยื้อ !“ หรือการบัญชาการที่ไม่เป็นเอกภาพ

เผยแพร่

spot_img

5 วัน หลังมหาอุทกภัยถล่มหาดใหญ่และหลายพื้นที่ภาคใต้ ความช่วยเหลือยังเดินหน้าอย่างกระท่อน กระแท่น ท่ามกลางคำถามสำคัญ เพราะเหตุใด “รัฐไทยยุคใหม่” ยังจัดการน้ำท่วมแบบหลายศูนย์สั่งการ หลายผู้นำ และหลายเสียงที่ดังไม่เท่ากัน? 

หรือเรากำลังเห็นปัญหาเดิม ๆ ที่วนกลับมาอีกครั้ง แม้รัฐบาลจะอ้างว่าลงพื้นที่ตรวจงานแล้ว “นับครั้ง    ไม่หวาดไม่ไหว”

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่ มีผู้ประสบภัยกว่า 240,000 คน และยังติดค้างรอความช่วยเหลือกว่า 77,000 คน  ดำเนินมาถึงวันที่ห้าโดยยังไม่คลี่คลายลง ทั้งที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่แล้วถึง สามครั้ง แต่ความเสียหายยังเพิ่มขึ้นจากฝนต่อเนื่องและมวลน้ำจาก อ.สะเดา ไหลสมทบเป็นระลอกใหม่ จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่ารัฐ “เคลื่อนตัวช้า ไม่ทันเหตุการณ์” มากกว่าจะเป็นการบูรณาการ      แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตามหลักการจัดการน้ำยุคใหม่

ความพยายามของรัฐบาลในการตั้งกลไกช่วยเหลือต่าง ๆ ทั้งศูนย์ฉุกเฉิน ศป.กฉ. ส่วนหน้า ที่นำโดย     ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมถึงบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะผู้อำนวยการจัดการน้ำ และการกำหนดให้ปลัด มท. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามระดับภัยพิบัติ “ระดับ 4” ล้วนสะท้อนภาพการบัญชาการที่ซ้อนทับกันหลายชั้นเหมือนระบบ “หลายหัวเรือ” ที่ไม่มีเข็มทิศกลาง 

นักวิชาการด้านภัยพิบัติชี้ว่า โครงสร้างกฎหมายที่ควรใช้กลับไม่ถูกนำมาใช้เต็มที่ กลไกที่ตั้งขึ้นก็ทำงานทับกันเอง จนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่สามารถจัดลำดับทรัพยากรหรือใช้กลไก 18 สายปฏิบัติการของระดับ 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเท็จจริงในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า “ไม่มีศูนย์กลาง” ที่สั่งการและประสานงานอย่างเป็นทางการในช่วง 2–3 วันแรก ส่งผลให้การกู้ภัยต้องอาศัยเสียงร้องจากโซเชียลเป็นหลัก  ใครตะโกนดัง ก็ได้ช่วยก่อน ขณะที่กลุ่มเปราะบางซึ่งไร้กำลัง ไม่ได้ส่งเสียงผ่านออนไลน์กลับเสี่ยงถูกหลงลืม นักกู้ภัยอิสระระบุชัดว่า หากไม่มีระบบ mapping แบบตารางโซนบ้านต่อบ้าน หน่วยกู้ภัยจะลงพื้นที่แบบซ้ำซ้อน หรือเลยจุดที่ควรช่วย ทำให้โรงพยาบาล ไฟฟ้า และอาหาร สามเสาหลักของการจัดการภัยพิบัติ ไม่สามารถกระจายถึงจุดวิกฤตได้รวดเร็วอย่างที่ควร

แม้หลายหน่วยงานเอกชนและอาสาสมัครลงพื้นที่อย่างเข้มแข็ง แต่การขนส่งอุปกรณ์ อาหาร และงบประมาณจำนวนมากเพื่อบรรเทาทุกข์ ย่อมเสี่ยงปัญหาการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงการ “แฝงหาเสียง” ของนักการเมืองบางส่วนในช่วงวิกฤต ยิ่งทำให้ภาพรวมของรัฐดูสับสนและไม่เป็นเอกภาพ ประชาชนจึงตั้งคำถามว่า ท่ามกลางหลายศูนย์ หลายผู้นำ และหลายคำสั่งที่ขัดกันเอง …นั้น

ใครกันแน่คือผู้นำรับผิดชอบสูงสุดที่ควรยืนกลางวิกฤต ไม่ใช่เพียง “นับจำนวนครั้ง” ของการลงพื้นที่ แล้วหวังว่าน้ำจะลดลงเอง

เพราะสุดท้ายแล้ว…การแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ไม่ได้วัดกันที่ใครลงพื้นที่บ่อยที่สุด แต่ที่ “ใครสั่งการเป็น” ต่างหาก  และถึงวันนี้ คนหาดใหญ่ยังรอคำตอบอยู่เหมือนเดิม

“ชัยทัศน์“ ผู้เขียน

ข่าวล่าสุด

สีฟ้าๆ คือประเทศที่ปลอดภัยสุดเมื่อเกิดสงครามโลก

สีฟ้าๆ คือประเทศที่ปลอดภัยสุดเมื่อเกิดสงครามโลก...ไทยแลนด์คือ 1 ในนั้น โชคดีแล้วที่เกิดมาที่เมืองไทย

 ‘โมจตาบา คอเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ที่กำลังถูก ‘สหรัฐฯ-อิสราเอล’ หมายหัว

โมจตาบา ในวัย 56 ปี ได้รับการคัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิก 88 คน มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองและศาสนาของประเทศ

ตาต่อตา! ฟันต่อฟัน!! 239 ล้ง ขู่!ประกาศจะงดซื้อมะพร้าว 2วัน 

คำขู่จากล้ง กลุ่มล้งประกาศจะ "งดซื้อ"มะพร้าว เป็นเวลา 2 วัน เพื่อดูว่ากระทรวงพาณิชย์ จะจัดการอย่างไร

ตอนนี้กรุงเตหะรานเหมือนตกอยู่ในนรก

การเผาไหม้น้ำมันในปริมาณมหาศาลทำให้เกิด "ฝนกรดสีดำ" จากการที่ไอเสียลอยขึ้นไปทำปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศจนกลายเป็นกรดซัลฟิวริกและกรดไนตริกที่สะสมอยู่ในก้อนเมฆ และตกลงมาเป็นฝนสีดำสนิท

ข่าวอื่นๆ

ประชามติจบในคูหา แต่เกมการเมืองเพิ่งเริ่ม

หลังประกาศผลประชามติแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนทางกฎหมายและการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงชี้ชะตา

เกมปิดประตูตีแมว ภูมิใจไทยถือไพ่ “จริยธรรม” 

สถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลถึงจุดเดือด เมื่อพรรคภูมิใจไทยที่กุมอำนาจการนำในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง เริ่มขยับยุทธศาสตร์ "โดดเดี่ยวพรรคกล้าธรรม" อย่างชัดเจน

วิกฤต“น่านฟ้า” เหนือ “น่านน้ำ”

ความผันผวนในตะวันออกกลาง สั่นคลอนอุตสาหกรรมการบินโลก การท่องเที่ยวไทยเฝ้าระวังผลกระทบ หลังการปิดน่านฟ้าฉุดดึงค่าโดยสารพุ่งสูงและบีบให้เส้นทางบินสู่ยุโรปต้องปรับทิศทางขนานใหญ่                             ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของเส้นทางบินสากล  การประกาศปิดน่านฟ้าในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลายเป็นโจทย์วิกฤตที่บีบให้สายการบินพาณิชย์จำต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมทวีป ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงและระยะเวลาเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้                            สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความล่าช้าสะสม แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยพบรายงานตัวเลขผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและภูเก็ตลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา                          วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้โครงข่ายการบินเชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรปเผชิญกับสภาวะ "คอขวด" ทางอากาศ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย...