หน้าแรกINSIDE - INSIGHTแผ่นดินไหวเมียนมา เขย่าขวัญคนกรุงเทพ…  แต่ระบบรัฐ “เงียบสนิท” 

แผ่นดินไหวเมียนมา เขย่าขวัญคนกรุงเทพ…  แต่ระบบรัฐ “เงียบสนิท” 

เผยแพร่

spot_img

บทเรียนราคาแพงจากยอดตึกสู่ดินนิ่ม

เมื่อ Cell Broadcast กลายเป็นหมัน

 ความปลอดภัยประชาชนถูกจำกัดด้วย “กรอบไม้บรรทัดโบราณ”

                          จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.3 ที่ประเทศเมียนมาเมื่อวันก่อน ได้กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจสะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการสื่อสารความเสี่ยงของรัฐไทย

                         หลังแรงสั่นสะเทือนส่งตรงถึงใจกลากรุงเทพมหานคร ดันให้พนักงานออฟฟิศและประชาชนบนตึกสูงนับหมื่นชีวิตในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งสีลม, รัชฏา,สาทร, สุขุมวิท และพระราม 9 ต้องพากันวิ่งหนีลงบันไดหนีไฟมาอยู่บนพื้นราบด้วยความตื่นตระหนก

                         ภาพคลื่นมนุษย์ที่ทะลักออกจากอาคารสูงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อภัยธรรมชาติ แต่เป็นดัชนีชี้วัดความหวาดกลัวและ “ความไม่เชื่อมั่น” อย่างรุนแรงต่อระบบเตือนภัยของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะ Cell Broadcast  ที่รัฐเคยรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะเปิดใช้ กลับทำงานเงียบสนิทในนาทีที่ประชาชนต้องการสัญญาณชีพจากรัฐมากที่สุด

                        ปรากฏการณ์ “ตึกโยก คนวิ่ง” ในย่านใจกลางเมืองครั้งนี้  สอดคล้องกับรายงานการอพยพจากอาคารสำนักงานใหญ่ๆ หลายสิบแห่ง ซึ่งประชาชนรับรู้ถึงแรงเหวี่ยงอย่างชัดเจนจนเกิดอาการเวียนศีรษะและสิ่งของสั่นไหว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สภาพธรณีวิทยาของกรุงเทพฯ ที่เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน  มีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหวจากระยะไกลให้รุนแรงขึ้นบนตึกสูง ซึ่งเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ด้วยชีวิต 

                       ทว่า ในมุมของหน่วยงานรัฐอย่างกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ.กลับมองผ่านเลนส์ที่ต่างออกไป โดยตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงด้วยตัวเลขเชิงเทคนิคอย่างเป็นทางการว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาดเพียง 5.3 ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติและอัลกอริทึมของระบบแจ้งเตือนภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ได้ถูกล็อกค่าตัวเลขขั้นต่ำเอาไว้ที่ “ต้องมีความรุนแรงตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไปเท่านั้น” ระบบจึงจะปล่อยสัญญาณบรอดแคสต์อัตโนมัติ การยึดติดกับสูตรคำนวณแห้งๆ โดยละเลยบริบททางกายภาพของเมืองหลวง จึงกลายเป็นกำแพงหนาที่กั้นระหว่างความปลอดภัยของประชาชนกับกลไกของรัฐ

                             หากหมุนเข็มนาฬิกากลับไปดูข้อตกลงและแผนยุทธศาสตร์ที่หน่วยงานรัฐเคยทำประชาพิจารณ์และแถลงข่าวร่วมกันจนเป็นที่ยุติแล้ว จะพบว่าระบบ Cell Broadcast ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายข้อจำกัดของการแจ้งเตือนแบบเดิมๆ แต่ในทางปฏิบัติ กรมอุตุนิยมวิทยายังคงติดหล่มอยู่กับวิธีคิดและการทำงาน “แบบโบราณ” ที่คุ้นชินกับการประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลากในรูปแบบเอกสาร PDF หรือการโพสต์ลงแอปพลิเคชันที่ประชาชนต้องกดเข้ามาดูเอง

หน่วยงานรัฐไทยมักลืมปรับตัวตามบริบทของโลกยุคดิจิทัลที่ความเร็วและความแม่นยำระดับวินาทีคือเส้นแบ่งความเป็นความตาย การทำงานแบบตั้งรับและรอให้ภัยพิบัติเดินมาชนตัวเลขเกณฑ์ไม้บรรทัดเดิมๆ จึงไม่อาจปกป้องชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้อีกต่อไป

                              ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน จะเห็นความต่างของวิสัยทัศน์ด้านความปลอดภัยอย่างสิ้นเชิงฟิลิปปินส์ หรือไต้หวัน ระบบการแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวไม่ได้ผูกขาดอยู่กับ “ขนาด (Magnitude)” ณ จุดศูนย์กลางในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว แต่สมองกลนำค่า “ความรุนแรงที่คาดว่าจะได้รับจริงในพื้นที่ ” มาร่วมประมวลผลในอัลกอริทึมด้วย หากตรวจพบว่าโครงสร้างและตึกสูงในเมืองหลวงจะได้รับผลกระทบจนเกิดความเสี่ยง ระบบจะยิงข้อความเตือนภัยเข้ามือถือประชาชนทันทีในระดับมิลลิวินาที โดยไม่ต้องสนใจว่าตัวเลขที่จุดศูนย์กลางจะไต่ไปถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ตั้งไว้หรือไม่ เพราะเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการอพยพชีวิตคน ไม่ใช่การรักษากฎเกณฑ์ทางธุรการ

                              ความเงียบงันของระบบเตือนภัยในวันนี้ยังไปขุดเร้า “แผลเป็นทางจิตใจ” ของคนกรุงฯ จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สตง.ความสูง 30 ชั้นถล่มยับเยินเมื่อปีกลาย ซึ่งครั้งนั้นก็เริ่มจากแรงสั่นสะเทือนในลักษณะนี้จนนำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะหวาดกลัวและตั้งคำถามว่า รัฐบาลไทยต้องรอให้มีซากปรักหักพังและคราบน้ำตาเพิ่มขึ้นอีกกี่ครั้ง จึงจะยอมเปลี่ยนผ่านวิธีคิดจากการทำงานตามกรอบราชการโบราณ มาเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกที่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์มากกว่าตัวเลขในคู่มือการปฏิบัติงาน

                        การปฏิรูประบบเตือนภัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอการตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมืองและวิสัยทัศน์ของผู้นำหน่วยงานที่ต้องตื่นตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี ความสูญเสียในอดีตย้ำเตือนเราเสมอว่า ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบและส่งข้อความแจ้งเตือนล่วงหน้านั้น เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและความสูญเสียทางจิตใจของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงกลางป่าคอนกรีตแห่งนี้

2569-05-20   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

จม.รักอาม่า  ดังสนั่นแผ่นดินใหญ่ ททท.คาดปลุกคนจีน เที่ยวไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่ขยี้หัวใจของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเล เล่าเรื่องราวความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างงดงาม ประกอบกับการดึงคนไทยเชื้อสายจีนมาร่วมถ่ายทอด ยิ่งทำให้คนดูชาวจีนอินและตระหนักว่า “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด

ข่าวอื่นๆ

“แลนด์บริดจ์” … ถอยกรูดชนผนังตึก “ไม่คุ้มค่า”

ประมาณการมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) พลิกติดลบมหาศาลสูงถึง 10,287 ล้านบาท ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ทรุดลงเหลือเพียง 4.8% ซึ่งชี้ชัดว่าหากดันทุรังลงทุนต่อจะเสี่ยงต่อภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน”

“จอมทัพไทย” ผู้ทะยานสู่ฟากฟ้าด้วยพระอัจฉริยภาพ “กษัตริย์นักบิน” จากระเบียบวินัยอันเคร่งครัดสู่พระราชปณิธาน “สืบสาน-รักษา-และต่อยอด” เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฏร์

โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ พุ่งสูง

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันในประเทศไทยรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พศ. 2566 - 2568) แสดงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 700,000 ราย ขยับขึ้นเป็น 750,000 ราย และแตะระดับ 800,000 รายในปีล่าสุด