วันจันทร์, มีนาคม 9, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT แร่หายาก "แรร์เอิร์ธไทย“

 แร่หายาก “แรร์เอิร์ธไทย“

เผยแพร่

spot_img

  ทรัพยากรแห่งอนาคต หรือ ”เหยื่อ“บนกระดานเกมการเมืองโลก? 

                            รัฐบาล “4 เดือน”  ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกวิจารณ์หนัก ลงนาม MOU คลุมเครือ ส่อเสียเปรียบสหรัฐฯ”

                            เกิดคำถามใหญ่ถึงความเร่งรีบและคลุมเครือในการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่หายาก (Rare Earth Elements – REE) ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ที่มาเลเซีย ในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จาก สส.พรรคประชาชนที่ระบุว่าไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างหนักจากเงื่อนไข 4 ข้อที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เป็นหลัก 

                            การลงนามที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับ “ถ้อยแถลงสันติภาพ” กับกัมพูชา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า เหตุใดประเด็นทางเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันอ่อนไหว ซึ่งเกี่ยวข้องกับแร่ที่สำคัญต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคต จึงถูกเร่งรัดและนำไปผูกโยงกับวาระการทูตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยขาดความรอบคอบในการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรของชาติอย่างถ่องแท้

                           แร่หายาก (Rare Earth Elements – REE) คือแร่ธาตุ 17 ชนิดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมไฮเทคระดับโลก อาทิ ชิปคอมพิวเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า กังหันลม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีทางการทหาร ด้วยคุณสมบัติทางแม่เหล็กและทางแสงที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เป็นหัวใจสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสมัยใหม่ 

                         ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ แรร์เอิร์ธได้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตและแปรรูป REE สูงสุดของโลก การที่สหรัฐฯ เร่งรัดทำ MOU กับไทย ซึ่งมีศักยภาพแร่หายากโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ จึงถูกมองว่าเป็นการพยายามสร้างฐานอุปทานทางเลือกและลดการพึ่งพาจีน โดยการเสนอเงื่อนไขที่ “รวดเร็วและคล่องตัว” ในการอนุญาตและ “โอกาสแรก” ในการลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรของไทยในทางปฏิบัติ

                           จากเนื้อหา MOU ที่ถูกเปิดเผย ทำให้เห็นแนวโน้มว่าฝ่ายไทยอาจเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เปิดทางให้สหรัฐฯ “วิเคราะห์การขยายพื้นที่และพิกัด” และคาดหวัง “โอกาสในการลงทุนก่อนเจ้าอื่น” หากมีการค้นพบ 

                          ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขที่ล็อกให้โครงการที่ตกลงไปแล้วต้องดำเนินการต่อไปแม้จะยกเลิก MOU เป็นการผูกมัดอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรของไทยในระยะยาว เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรของชาติ 

                        “รัฐบาลไทยต้องแสดงบทบาทเชิงรุก” โดยไม่ควรอนุญาตให้มีการพิจารณาการทำเหมืองแบบ In-situ Leaching ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาดในขณะที่กฎหมายลูกยังไม่เข้มแข็ง และต้องเร่งดำเนินการ “ร่างกฎหมายภายในประเทศ (Domestic Law)” ที่แข็งแกร่งและโปร่งใส ภายใต้ พ.ร.บ. แร่ โดยมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของชาติเป็นแกนกลาง ก่อนที่จะอนุญาตให้มีการดำเนินการใด ๆ ภายใต้ MOU นี้ได้  เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรธรณีของประเทศจะไม่ถูกนำไปเป็น “สินทรัพย์” ในสงครามการค้าหรือเกมการเมืองของมหาอำนาจ

                              เป็นที่น่าประหลาดใจว่าในการลงนาม MOU ด้าน “สันติภาพ” กับเพื่อนบ้านนั้น รัฐบาลกลับแนบเอาเรื่อง “แรร์เอิร์ธ” ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อนระอุและละเอียดอ่อนระดับโลกเข้าไปด้วย ราวกับว่า “สันติภาพ” ที่ไทยประกาศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องแลกมาด้วยการ “สละสิทธิ์” เหนือทรัพยากรใต้ดินของตนเองให้กับอีกมหาอำนาจหนึ่ง 

                              ดูเหมือนว่าไทยกำลังสวมบทบาทเป็น “เจ้าภาพงานเลี้ยง” ที่ต้อนรับแขกวีไอพีจากต่างแดน โดยเสนอ “เครื่องเคียง” ชั้นดีอย่างแร่หายากให้ฟรี ๆ ก่อนจะถามไถ่ถึงราคาและผลกระทบที่ตามมาภายหลัง 

                              การขาดความเชี่ยวชาญของกรมเหมืองแร่ฯ และการเร่งรีบลงนามโดยไม่พบรายละเอียดในมติ ครม. ทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการ “ลงนามเพื่อชาติ” หรือเพียงแค่การ “ลงนามเพื่อเอาใจ” ใครบางคนในห้วงเวลาที่รัฐบาลยังเป็นเพียง “รัฐบาลชั่วคราวแต่พร้อมเซ็นถาวร” กันแน่ 

                              รัฐบาลควรหยุดเล่นเกม “เร็วใครได้ก่อน” และหันมาสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรของชาติอย่างแท้จริง ก่อนที่แรร์เอิร์ธไทยจะกลายเป็นเพียง “ฝุ่นผง” ที่ถูกกวาดไปจากประเทศในนามของ “ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์”

ข่าวล่าสุด

Beyond Power and Technology: “A Call for Moral Leadership”

We are all human. We are born the same way, and we all require the same basic necessities to survive. How, then, have we allowed greed to consume us?

ประชามติจบในคูหา แต่เกมการเมืองเพิ่งเริ่ม

หลังประกาศผลประชามติแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนทางกฎหมายและการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงชี้ชะตา

คนไทยสกัด “แคลเซียมพรีเมียม” จากปลาหมอคางดำ

คุณภาพเทียบชั้นแซลมอน คว้ารางวัลระดับโลก!  . ทิ้งภาพจำปลาไร้ค่าไปได้เลย! ใครจะไปเชื่อว่า "ปลาหมอคางดำ" ที่ก้างเยอะ หัวโต เนื้อน้อย จะถูกนักวิจัยไทยจับมาแปลงโฉมใหม่ สกัดเป็น "Bio-Calcium เกรดพรีเมียม" ที่คุณภาพเบียดตีคู่มากับปลาแซลมอนราคาแพง! งานนี้ไม่ได้เก่งแค่ในประเทศ แต่บินไปคว้า...

ไปรษณีย์ไทย เปิดตัวแสตมป์ พระแม่ธรณีบีบมวยผม รับ ‘วันสตรีสากล’ 8 มีนาคม

“วันสตรีสากล” (International Women's Day : IWD) ถือเป็นการระลึกพลัง ความสามารถ และความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคม

ข่าวอื่นๆ

ประชามติจบในคูหา แต่เกมการเมืองเพิ่งเริ่ม

หลังประกาศผลประชามติแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนทางกฎหมายและการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงชี้ชะตา

เกมปิดประตูตีแมว ภูมิใจไทยถือไพ่ “จริยธรรม” 

สถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลถึงจุดเดือด เมื่อพรรคภูมิใจไทยที่กุมอำนาจการนำในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง เริ่มขยับยุทธศาสตร์ "โดดเดี่ยวพรรคกล้าธรรม" อย่างชัดเจน

วิกฤต“น่านฟ้า” เหนือ “น่านน้ำ”

ความผันผวนในตะวันออกกลาง สั่นคลอนอุตสาหกรรมการบินโลก การท่องเที่ยวไทยเฝ้าระวังผลกระทบ หลังการปิดน่านฟ้าฉุดดึงค่าโดยสารพุ่งสูงและบีบให้เส้นทางบินสู่ยุโรปต้องปรับทิศทางขนานใหญ่                             ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของเส้นทางบินสากล  การประกาศปิดน่านฟ้าในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลายเป็นโจทย์วิกฤตที่บีบให้สายการบินพาณิชย์จำต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมทวีป ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงและระยะเวลาเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้                            สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความล่าช้าสะสม แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยพบรายงานตัวเลขผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและภูเก็ตลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา                          วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้โครงข่ายการบินเชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรปเผชิญกับสภาวะ "คอขวด" ทางอากาศ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย...