เจาะลึก Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Temu กินรวบ ‘หน้าร้าน-ขนส่ง-ภาษี’
เศรษฐกิจฐานรากไทยปี 2569 ตกอยู่ในภาวะอัมพาต เมื่อกองทัพแพลตฟอร์มต่างชาติขยายอิทธิพลกินรวบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร ท่ามกลางปราการภาษี VAT 7% ที่เป็นเพียง “กำแพงกระดาษ” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียขยับใช้ไม้แข็งสร้าง “โล่ภาษี’”และ “ดาบกฎหมาย” ปกป้องคนในชาติอย่างสุดตัว
“ในวันที่เรามัวแต่ดีใจกับยอดคำสั่งซื้อพันล้าน… เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจ่ายเงินซื้อตั๋วใบสุดท้ายให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเดินออกจากตลาดไปตลอดกาล”
กองทัพแอปฯ สั่งของออนไลน์ กลุ่มทุนข้ามชาติผู้คุมเกม
ในปี 2569 ตลาดค้าปลีกไทยไม่ได้อยู่บนหน้าร้านอีกต่อไป แต่อยู่ในมือของ “กลุ่มแพลตฟอร์มข้ามชาติ” ทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Temu ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดว่าสินค้าชิ้นไหนจะ “เกิด” หรือชิ้นไหนจะ “ตาย” ผ่านระบบอัลกอริทึม แม้แต่ละแอปฯ จะมีกลยุทธ์ต่างกันบ้าง แต่ปลายทางคือสิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนให้คนไทยเป็นเพียงผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศของต่างชาติ 100% ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน
โมเดล ตัดหน้ากลาง เมื่อเจ้าของโรงงานมาขายเอง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบันคือการที่แอปฯ เหล่านี้ โดยเฉพาะ Temu และ Shopee หันมาเน้นโมเดลส่งตรงจากโรงงานในจีน Direct-from-factory ข้ามหัวพ่อค้าแม่ค้าคนกลางในไทยที่เคยไปรับของมาขายต่อ สินค้าจีนราคาถูกมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยตรง บีบให้ผู้ประกอบการ SME ไทยที่ผลิตสินค้าเองหรือนำเข้ามาขาย ไม่สามารถสู้ราคาได้และต้องทยอยปิดตัวลงเพราะกลไกราคาที่ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ
กินรวบโลจิสติกส์ เมื่อรถขนส่งทำงานให้แอปฯ ต่างชาติ
โครงสร้างที่สองที่ถูกยึดครองคือ “ระบบการส่งพัสดุ” ยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้ได้สร้างหรือควบรวมระบบโลจิสติกส์มาเป็นของตัวเอง เช่น SPX Express และ Lazada Logistics รวมถึงการที่ทุนขนส่งจากจีน J&T Express, Flash Express, SF Express เข้ามาคุมเครือข่ายส่งของทั่วไทย การที่แอปฯ คุมทั้งหน้าร้านและรถขนส่ง ทำให้เขาสามารถกำหนดค่าขนส่งให้สินค้าจากจีนถูกกว่าสินค้าที่คนไทยส่งกันเองภายในประเทศเสียด้วยซ้ำ
ภาษี VAT 7% กำแพงเตี้ย ที่สกัดกั้นอะไรไม่ได้
ในมิติของกฎหมายไทย แม้จะมีการประกาศเก็บ VAT 7% ตั้งแต่บาทแรก มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เพื่อสร้างความเท่าเทียมตามนโยบายรัฐบาล แต่ในความจริงมันเป็นเพียง “กำแพงกระดาษ” เพราะเมื่อสินค้าจีนมีต้นทุนต่ำกว่าไทยเกินครึ่ง การบวกเพิ่มแค่ 7% จึงไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของผู้บริโภคได้ ช่องโหว่ที่แท้จริงคือเรายังไม่มีการเก็บ “อากรนำเข้า” Import Duty สำหรับสินค้ามูลค่าต่ำอย่างจริงจังเหมือนในหลายประเทศที่เขาปกป้องคนในชาติ
บทเรียนจากมาเลเซีย ใช้ภาษี LVG 10% สร้างความเท่าเทียม
มองไปที่เพื่อนบ้าน มาเลเซีย ได้ขยับตัวนำไปก่อนด้วยการจัดเก็บ ภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ หรือ LVG – Low Value Goods 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่สั่งผ่านออนไลน์โดยเฉพาะ มาตรการนี้ไม่ได้มีไว้แค่เก็บเงินเข้าคลัง แต่คือการจงใจเพิ่มต้นทุนให้สินค้าต่างชาติเพื่อให้ SME ในประเทศมาเลเซียพอจะมี “แต้มต่อ” ในการแข่งขันด้านราคากับสินค้าที่ทะลักมาจากจีนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ไม้แข็งปกป้องคนในประเทศ
ขณะที่ อินโดนีเซีย เลือกใช้วิธีที่ดุดันที่สุดคือการ “แบน” แพลตฟอร์มที่มองว่าเป็นอันตรายต่อ SME อย่าง Temu และการคุมเข้ม TikTok Shop เพื่อรักษาอาชีพของพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น ส่วน สิงคโปร์ ก็ใช้ระบบจัดเก็บภาษี GST 9% แบบเบ็ดเสร็จผ่านแพลตฟอร์มตั้งแต่วินาทีที่ชำระเงิน ความเด็ดขาดของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้สะท้อนว่าการปล่อยให้การค้าเสรีเกินไปโดยไร้การควบคุม คือการปล่อยให้เศรษฐกิจในประเทศถูกกลืนกินโดยทุนต่างชาติ
บทสรุป อธิปไตยเศรษฐกิจดิจิทัลไทยที่กำลังหลุดมือ
สรุปได้ว่า ปี 2569 คือช่วงเวลาวิกฤตของเศรษฐกิจฐานรากไทย เมื่อกลุ่มแอปฯ สั่งของอย่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop, Temu และบริษัทขนส่งต่างชาติคุมโครงสร้างพื้นฐานไว้ได้ทั้งหมด บทวิเคราะห์นี้ชี้ชัดว่า ภาษี VAT 7% เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออก รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจว่าจะใช้มาตรการ “กำแพงภาษีที่สูงขึ้น” หรือ “การกำกับดูแลเชิงรุก” ที่เด็ดขาดกว่านี้ ก่อนที่อุตสาหกรรมไทยจะกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกแทนที่โดยทุนข้ามชาติอย่างสมบูรณ์
“ขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ล่วงหน้า ที่กำลังจะได้บริหารประเทศที่กลายเป็น “โชว์รูมสินค้าจีน” ขนาดมหึมา
หากท่านยังมัวแต่ดีไซน์นโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็เตรียมตัวจัดตั้ง “กระทรวงการจัดส่งพัสดุข้ามชาติ” แทนกระทรวงพาณิชย์ได้เลย เพราะเมื่อยักษ์แอปฯ เหล่านี้ทับจน SME ไทยแบนราบ ท่านอาจจะไม่เหลือ “ผู้ผลิต” ในประเทศให้ต้องปกป้องอีกต่อไป…
รีบขยับก่อนที่คำว่า “ไทยทำ ไทยใช้” จะเหลือเพียงสติกเกอร์บนกล่องพัสดุที่ส่งมาจากกวางโจว!”
2569-02-23 “ชัยทัศน์”



